วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เวทัพพชาดก...ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักกาลเทศะ

นิทานชาดกเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวพุทธ นิทานชาดกมิใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสอนคุณธรรม แต่นิทานชาดกคือเรื่องในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระภิกษุในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นแบบแผนในการทำความดี หลักธรรมที่ได้จากการรับชมรับฟังนิทานชาดกนี้ สามารถนำไปใช้ให้เป็นคุณประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของตนเองและผู้อื่น

เวทัพพชาดก
ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักกาลเทศะ
สถานที่ตรัสชาดก
เชตะวันมหาวิหารนครสาวัตถี
สาเหตุที่ตรัสชาดก
ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งมีนิสัยดื้อรั้นว่ายากสอนยาก จนกระทั้งเพื่อนพระภิกษุต่างเอือมระอาที่จะว่ากล่าวตักเตือนไปตามๆกัน 
ครั้นความทราบถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณแล้วตรัสเตือนสติว่า
ดูก่อนภิกษุ เธอมิได้เป็นผู้ว่ายากแต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนเธอก็เป็นผู้ว่ายากไม่เชื่อฟังคำเตือนของบัณฑิต จึงถูกฟันขาดสองท่อน แล้วยังเป็นเหตุให้คนอีกตั้งพันต้องตายตามไปด้วย


 เวทัพพพราหมณ์กำลังร่ายมนต์เวทัพพ
เวทัพพชาดก

ตรัสดังนั้นแล้ว พระพุทธองค์ทรงนำ เวทัพพชาดก มาตรัสเล่าดังต่อไปนี้

เนื้อหาชาดก
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติกรุงพาราณสี มีพราหมณ์คนหนึ่ง รู้มนต์ชื่อ เวทัพพะ ซึ่งเป็นมนต์วิเศษเมื่อถึงคราวฤกษ์ คือจังหวะที่ดวงอาทิตย์ ดวงดาว และดวงจันทร์อยู่ในทิศทางที่เหมาะสม ซึ่งในปีหนึ่งๆ จะมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น พราหมณ์จะร่ายมนต์ แล้วแหงนดูท้องฟ้า เพชรนิลจินดาอันหาค่ามิได้ ก็จะไหลหลั่งลงมาจากท้องฟ้าราวกับสายฝนทีเดียว
อยู่มาวันหนึ่ง เวทัพพพราหมณ์มีกิจธุระต้องเดินทางไปยังแคว้นเจติ จึงพาศิษย์คนหนึ่งไปด้วย ขณะที่กำลังเดินทางอยู่ในป่านั้นมีโจรค่าไถ่ ๕๐๐ คนกรูกันเข้ามาจับพราหมณ์อาจารย์และศิษย์ไว้ หัวหน้าโจรกล่าวแก่ศิษย์ว่า


เฮ้ย!ไอ้หนุ่ม ข้าจะปล่อยเอ็งไป ให้เอ็งหาเงินมาไถ่อาจารย์ภายใน ๓ วันนี้นะโว้ย ถ้าไม่เอามาให้ละก็ ฮ่ะ...ฮ่ะ อาจารย์เอ็ง...ตาย
ท่านอาจารย์อย่าวิตกเลยนะครับ กระผมจะรีบกลับมาให้ไถ่ตัวอาจารย์ อีกอย่างหนึ่ง วันนี้เป็นวันฤกษ์ดี แต่อาจารย์อย่าได้ร่ายมนต์เป็นอันขาด มิฉะนั้นโจรมันอาจทำอันตรายอาจารย์ถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อกล่าวเตือนอาจารย์แล้ว ศิษย์ก็ลาจากไป 
ค่ำคืนนั้นเอง เมื่อดวงจันทร์ทอแสงนวลเต็มดวงแล้ว เวทัพพพราหมณ์แหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์แล้วคิดว่า  
...เวลานี้ได้ฤกษ์ที่จะให้ฝนเงินฝนทองไหลหลั่งลงมาแล้ว ถ้าหากเราร่ายมนต์ แล้วเอาเพชรนิลจินดาให้พวกโจรเสีย มันคงจะปล่อยเราไป ไม่ต้องมาถูกมัดจนปวดไปหมดทั้งตัวอย่างนี้  
คิดดังนั้นแล้ว พราหมณ์จึงร้องขึ้นว่า
นี่แน่ะ...ท่านนายโจร! ท่านจับเรามัดไว้อย่างนี้ ท่านต้องการอะไร
ถามได้!!! ก็ต้องการค่าไถ่น่ะชินายโจรตอบ
...ถ้าอย่างนั้น ท่านจงรีบแก้มัดเราโดยเร็วเถิด ดูสิ ... ดวงจันทร์เต็มดวงสว่างไสว ได้ฤกษ์แห่งมนต์เวทัพพะของเราพอดีโอกาสเช่นนี้เพิ่งจะมีในวันนี้เท่านั้น ถ้าเราได้ร่ายมนต์ในเวลานี้ ฝนแก้วก็จะไหลหลั่งลงมาเป็นเพชรนิลจินดามากมาย
หัวหน้าโจรได้ฟังก็รู้สึกสนใจ จึงรีบแก้มัดพราหมณ์ เมื่อพราหมณ์อาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยแล้ว แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ทันใดนั้น เพชรนิลจินดาต่างๆ ก็หลั่งลงมาจากท้องฟ้ามากมายราวสายฝน พวกโจรต่างวิ่งเข้าไปเก็บกันชุลมุน
เมื่อได้เพชรนิลจินดามากมายแล้ว วันรุ่งขึ้นโจรจึงออกเดินทางต่อไป แม้พราหมณ์เองก็ต้องไปกับพวกโจรร้ายด้วย เพราะไม่อาจอยู่ตามลำพังในป่าได้ ระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่นั้น ได้มีโจรอีกกลุ่มหนึ่งจำนวน 500 คน เหมือนกันผ่านมาพอดี เมื่อเห็นโจรกลุ่มแรกแบกทรัพย์สมบัติมา จึงคิดว่า
...ดีละ ไอ้พวกนั้นมันคงเพิ่งได้ทรัพย์มา กำลังดีใจ ไม่ทันระวังตัว เราจะฉวยโอกาสปล้นมันต่ออีกทีล่ะ
คิดแล้วก็สั่งสมุนให้กระจายกำลัง โอบล้อมโจรกลุ่มแรกไว้ทันที แล้วร้องขึ้นว่า
เฮ้ย...ไอ้โจรป่า ข้าล้อมพวกเอ็งไว้หมดแล้ว ถ้าไม่อยากตายก็จงทิ้งดาบลง แล้ววางห่อสมบัตินั้นเสีย
หัวหน้าโจรที่ถูกล้อมจึงตอบว่า
นี่แน่ะเพื่อน... สมบัติที่พวกข้าแบกกันมานี้ ได้มาจากการร่ายมนต์วิเศษของพราหมณ์คนนั้น ข้าจับเขาได้เมื่อวาน ตกค่ำเขาก็ร่ายมนต์เรียกเพชรนิลจินดาให้ ถ้าเพื่อนอยากได้ก็ให้พราหมณ์ร่ายมนต์ให้ซิ พลางส่งตัวเวทัพพพราหมณ์ ให้แล้วเดินจากไป
นายโจรกลุ่มที่สองจึงซักถามพราหมณ์
จริงรึ พราหมณ์
จริงจ๊ะ พราหมณ์ตอบอย่างละล่ำละลัก
ดีละ! ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องร่ายมนต์ให้ข้าบ้าง
แต่มนต์วิเศษของข้า จะร่ายได้เพียงปีละครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าท่านต้องการก็ต้องรอปีหน้าถึงจะได้
นายโจรได้ฟังรู้สึกฉุนเฉียวขึ้นมาทันที ร้องขึ้นว่า
ชะช้า ไอ้พราหมณ์เจ้าเล่ห์ ทีพวกมันจับเจ้าไปไม่ทันข้ามคืน เจ้าก็ร่ายมนต์ให้แล้ว แต่ทีข้าจะให้รอตั้งปี พูดกวนโมโหนัก ตายเสียเถอะ
พูดไม่ทันขาดคำ ก็ตวัดดาบฟันพราหมณ์ขาดสองท่อนกลิ้งอยู่ข้างทางนั้นเอง พร้อมกันนั้นก็สั่งสมุนให้รีบตามและเข้าตีชิงทรัพย์ของโจรกลุ่มแรกทันที โจรกลุ่มที่แบกทรัพย์ไว้สู้ไม่ได้ จึงถูกฆ่าตายจนหมด
เมื่อโจรกลุ่มหลังได้ทรัพย์ของโจรกลุ่มแรกมาแล้วจึงออกเดินทางต่อไป ขณะเดินทางพวกโจรต่างเกิดความโลภ อยากได้ทรัพย์นั้นมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว จึงแตกกันเป็น 2 พวก ต่างสู้รบกันจนพวกหนึ่งตายสิ้น แม้จะเหลือเพียงพวกเดียว 250 คน ก็ยังแตกคอกันอีกจึงตะลุมบอนฆ่าฟันกันเองตายไปตามๆกัน เหลืออยู่เพียง 2 คนเท่านั้น

โจรทั้งสองจึงช่วยกันขนทรัพย์สมบัตินั้นมาซ่อนไว้ใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ให้โจรคนหนึ่งเฝ้าไว้ ส่วนอีกคนเข้าไปหาอาหารในหมู่บ้าน
โจรที่เฝ้าทรัพย์สมบัติอยู่คิดว่า
...ถ้าไอ้เจ้านั่นมันกลับมา เราจะต้องแบ่งสมบัติให้มันตั้งครึ่งหนึ่ง จัดการกับมันเสียเลยดีกว่าจะได้หมดเรื่องหมดราว  สมบัติทั้งหมดทั้งหมดจะได้เป็นของเราคนเดียว
ฝ่ายโจรที่เข้าไปหาอาหารก็คิดเช่นเดียวกัน
...เราเอายาพิษใส่ให้เจ้านั่นมันกินดีกว่า สมบัติทั้งหมดจะได้เป็นของเราคนเดียว
คิดแล้วจึงรีบกินอาหารเสียก่อน แล้วเอายาพิษใส่อาหารที่เหลือ  เสร็จแล้วจึงนำไปให้เพื่อน ทันทีที่วางอาหารลง เพื่อนโจรก็สวนดาบออกไปทันที เมื่อฆ่าเพื่อนแล้วจึงนำศพไปทิ้งไว้ในพงหญ้า แล้วลงมือกินอาหารด้วยความกระหยิ่มใจ เมื่ออาหารเข้าปาก ยาพิษร้ายแรงก็แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย สิ้นใจตายทันที

เวลาล่วงไปได้ 2 วัน ศิษย์ของพราหมณ์ได้นำเงินค่าไถ่มาให้นายโจร แต่ไม่พบใครเลยครั้นเห็นเพชรนิลจินดาบางส่วนที่ตกเรี่ยราดอยู่ ก็รู้ว่าอาจารย์ไม่ฟังคำเตือนของตนเสียแล้ว เมื่อเดินต่อไปอีกสักหน่อยก็พบศพอาจารย์ถูกตัดขาดสองท่อน เขารู้สึกสลดใจยิ่งนัก และเมื่อจัดการทำเชิงตะกอนเผาศพอาจารย์แล้วก็ออกเดินทางต่อไป พบศพของโจรทั้ง 500 ตายอย่างน่าอนาจ ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วป่า ครั้นเดินต่อไปก็เห็นศพโจรอีก 250 เดินต่อไปก็พบอีก 248 ศพจึงรู้ว่ารอดไปได้ 2 คนจึงเดินทางไปเรื่อยๆก็พบสมบัติที่โจรมัดซ่อนไว้
มีโจรคนหนึ่งถูกยาพิษนอนตายทับห่อข้าวอยู่ เมื่อเดินสำรวจดูบริเวณใกล้ ๆ ก็พบศพโจรอีกศพหนึ่งถูกทิ้งไว้ในพงหญ้า จึงได้แต่รำพึงว่า
ไม่น่าเลย เพราะอาจารย์ไม่เชื่อฟังคำของเรา จึงต้องมาตายในป่าช้านี้  มิหนำซ้ำ ยังทำให้คนอีกตั้งพันพลอยตายตามไปด้วย
แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
ผู้ใดปรารถนาประโยชน์โดยอุบายอันไม่แยบคาย ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน เหมือนพวกโจรชาวเจติรัฐฆ่าเวทัพพพราหมณ์ แล้วพากันถึงความพินาศหมดสิ้น ฉะนั้น  
ครั้นแล้วชายหนุ่มก็ขนเพชรนิลจินดานั้นกลับไปบ้านของตนจัดการทำบุญให้ทาน อุทิศส่วนกุศลให้เวทัพพพราหมณ์ จากนั้นเป็นต้นไปก็ทำทาน รักษาศีลไปตลอดชีวิตครั้นสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไปบังเกิดในสวรรค์ตามกรรมดีที่ตนสร้างไว้ ส่วนอาจารย์และโจรทั้งพันนั้นต่างตกนรกเพราะความหลงและความโลภของตน  
ประชุมชาดก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า
เวทัพพพราหมณ์      ได้มาเป็นพระภิกษุผู้ดื้อรั้น
ศิษย์ของพราหมณ์    ได้มาเป็นพระองค์เอง
ข้อคิดจากชาดก
1.คนดื้อดึง ถือดี ว่ายาก สอนยาก  นับว่าเป็นโทษแก่ตนเองอย่างยิ่ง จึงควรแก้ไขเสียมิฉะนั้นอาจนำความเสียใจหรือความพินาศย่อยยับ มาสู่ตนเองได้
2.ความโลภนั้น ถึงได้ทรัพย์มามากเท่าไรก็ไม่รู้จักพอ ความโลภนำคนทั้งหลาย ไม่ว่ายาจกหรือเศรษฐี ไปสู่ความหายนะมานับไม่ถ้วนแล้ว  เพราะความโลภ เป็นเหตุแห่งความพินาศและความตาย
3. ผู้ฉลาดสามารถเปลี่ยนทรัพย์ทั้งหลายให้เป็นบุญติดตัวไป ได้ดังเช่นศิษย์ของเวทัพพพราหมณ์
4. ผู้ไม่รู้จักกาลเทศะ ย่อมนำความพินาศมาส่งเพินาศมาสู่ตนเองและผู้อื่น
อธิบายศัพท์
เวทัพพชาดก (อ่านว่าเว-ทับ-พะ-ชา-ดก)
ฤกษ์     คราว หรือเวลาซึ่งเหมาะหรือเป็นมงคลสำหรับงานนั้นๆ   
พระคาถาประจำชาดก
อนุปาเยน  โย  อตฺถํ     อิจฺฉติ  โส  วิหญฺญติ
เจตา  พนํสุ  เวทพฺพํ     สพฺเพ  เต  พฺยสนมชฺฌคํ.
ผู้ใดปรารถนาประโยชน์  โดยอุบายอันไม่แยบคาย
ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน เหมือนพวกโจรชาวเจติรัฐฆ่าเวทัพพพราหมณ์
แล้วพากันถึงความพินาศหมดสิ้นฉะนั้น.


ที่มา :สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย 19/48






กราบขอบพระคุณที่มาของบทความ
พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อทัตตชีโว ชาดกอันดับที่ 5 เรื่อง เวทัพพพราหมณ์
ภาพประกอบ หนังสือชาดกอันดับที่ เรื่อง เวทัพพพราหมณ์

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562

อารามทูสกชาดก...ชาดกแสดงถึงความฉลาดในสิ่งไม่เป็นประโยชน์


นิทานชาดกเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวพุทธ นิทานชาดกมิใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสอนคุณธรรม แต่นิทานชาดกคือเรื่องในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระภิกษุในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นแบบแผนในการทำความดี หลักธรรมที่ได้จากการรับชมรับฟังนิทานชาดกนี้ สามารถนำไปใช้ให้เป็นคุณประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของตนเองและผู้อื่น



อารามทูสกชาดก
ชาดกแสดงถึงความฉลาดในสิ่งไม่เป็นประโยชน์
สถานที่ตรัสชาดก
เชตะวันมหาวิหาร นครสาวัตถี
สาเหตุที่ตรัสชาดก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จจาริกไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล คหบดีผู้หนึ่งได้นิมนต์พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ให้ประทับในสวนของตนแล้วถวายภัตตาหารหลังจากฉันภัตตาหารแล้ว พระภิกษุสงฆ์ได้เดินชมสวนอันร่มรื่นสวยงามนั้น
  ขณะที่พระภิกษุทั้งหลายกำลังชมความงามของหมู่ไม้ในสวนอยู่นั้น ได้สังเกตเห็นบริเวณหนึ่งที่โล่งเตียน ไม่มีต้นไม้ขึ้นเลย จึงถามคนสวนว่า
อุบาสก สวนนี้มีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม ร่มรื่น เย็นสบายดีจริงๆ แต่ทำไมบริเวณตรงนี้ จึงไม่มีต้นไม้ขึ้นเลยสักต้นล่ะ   
คนสวนจึงตอบว่า
เมื่อเริ่มปลูกต้นไม้ในสวนนี้ เด็กทำสวนคนหนึ่งได้ถอนต้นไม้ที่เพิ่งปลูกขึ้นมาดูความยาวของรากก่อนจะรดน้ำ ต้นไม้จึงตายหมด  ที่ตรงนั้นจึงโล่งเตียนไปอย่างที่พระคุณเจ้าเห็นขอรับ
หลังจากชมสวนแล้ว พระภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระบรมศาสดา ทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสว่า
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เด็กคนนั้นไม่ได้เป็นคนทำลายสวนแต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อนก็เคยทำลายสวนมาแล้วเหมือนกัน
ตรัสแล้วพระพุทธองค์ทรงนำ อารามทูสกชาดก มาตรัสเล่าดังนี้
เนื้อหาชาดก
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติกรุงพารณสี มีนายอุทยานคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลพระราชอุทยานของพระเจ้าพรหมทัต
วันหนึ่ง มีงานนักขัตฤกษ์ในเมือง ชาวเมืองทั้งหลายต่างพากัน ไปเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน นายอุทยานอยากออกไปเที่ยวสนุกเช่นนคนอื่นๆ บ้าง แต่ก็เป็นห่วงว่าต้นไม้ในพระราชอุทยานที่เพิ่งปลูกจะขาดน้ำ เนื่องจากเป็นฤดูแล้ง ถ้าตนจะออกไปเที่ยวเสียก็จะไม่มีใครรดน้ำต้นไม้
แต่แล้วนายอุทยานก็นึกถึงฝูงลิง ที่อาศัยอยู่ในพระราชอุทยานหวังจะให้ฝูงลิงช่วยรดน้ำต้นไม้แทนตน จึงเดินไปหาลิงที่เป็นจ่าฝูงแล้วกล่าวว่า
“ นี่แน่ะเพื่อน เราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาไม่น้อย อุทยานนี้เป็นที่อยู่ที่กินของเพื่อนเพื่อนคงอยากให้อุทยานนี้สวยงามอุดมสมบูรณ์ตลอดไปใช่ไหม
 ใช่ซิท่าน ถ้าไม่มีอุทยานนี้ พวกฉันคงลำบากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านคอยดูแลเอาใจใส่ บำรุงรักษาต้นไม้ ให้ออกดอกออกผลตามฤดูกาล นับว่าท่านมีพระคุณต่อพวกฉันจริงๆ”  ลิงจ่าฝูงตอบ
“ แหม เราดีใจที่เพื่อนพูดอย่างนี้ แต่นี่แน่ะ ... เพื่อน สองสามวันนี้ในเมืองมีงานนักขัตฤกษ์ ฉันอยากจะไปเที่ยวจริงๆแต่ก็เป็นห่วงว่าจะไม่มี
ใครรดน้ำต้นไม้ที่เพิ่งปลูกไว้ ไม่ทราบว่า.. ถ้าฉันจะฝากเพื่อน ช่วยดูแลรดนน้ำให้จะเป็นการรบกวนเกินไปหรือเปล่า? "นายอุทยานถามทันที
โธ่...ไม่รบกวนอะไรหรอก เชิญท่านไปเที่ยวให้สบายใจเถิด พวกฉันจะเอาใจใส่  ดูแลรดน้ำให้อย่างดีทีเดียว ” ลิงจ่าฝูงรับปาก

นายอุทยานจึงนำ กระออม จำนวนมากมาวางไว้ให้ แล้วตนเองจึงออกไปเที่ยว เมื่อนายอุทยานไปแล้ว พวกลิงทั้งหลายจึงฉวยกระออมเตรียมตักน้ำจะรดต้นไม้




ขณะนั้นเอง ลิงจ่าฝูงเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง จึงรีบกล่าวแก่บริวารว่า
เดี๋ยว หยุดก่อน หยุด หยุด อย่าเพิ่งรีบตัก ทำอย่างนั้น มันเปลืองน้ำ เราควรจะถอนต้นไม้มาดูรากเสียก่อน รากยาวหรือรากสั้น ถ้ารากยาว เราก็รดมากหน่อย ถ้ารากสั้น เราก็รดน้อยหน่อยอย่างนี้จะได้ไม่เปลืองน้ำ เพราะน้ำหายากอยู่ หมู่นี้ฝนยิ่งไม่ค่อยตกอยู่ด้วย
ลิงบริวารทั้งหลายต่างเห็นดีเห็นงามตามจ่าฝูง จึงช่วยถอนต้นไม้ มาดูรากแล้วจึงรดน้ำ
ขณะนั้น บัณฑิตผู้หนึ่งเดินผ่านมา เห็นพวกลิงถอนต้นไม้ขึ้นมารดน้ำ จึงสอบถามลิงเมื่อทราบเรื่องแล้วก็ได้แต่รำพึงว่า
“ โธ่เอ๋ย เจ้าลิงโง่ คิดจะทำประโยชน์ แต่กลับทำเสียหาย”
จากนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า
  “การประพฤติประโยชน์ โดยผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์ มิอาจนำความสุขมาให้เลย ผู้มีปัญญาทราม ย่อมทำประโยชน์ให้เสีย เหมือนลิงที่ทำสวน ฉะนั้น”

ประชุมชาดก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า
ลิงจ่าฝูง              ได้มาเป็นเด็กคนทำสวน
บัณฑิตที่ผ่านมา  ได้มาเป็นพระองค์เอง

ข้อคิดจากชาดก
1. ผู้ที่ไม่ฉลาดในประโยชน์ แม้คิดว่าจะทำประโยชน์ ก็มักจะเป็นการทำให้เสียประโยชน์แทน คนเช่นนี้ มักไม่คิดถึงผลได้ผลเสีย มักจะเสนอโครงการอะไรต่ออะไร ซึ่งเมื่อปฏิบัติไปแล้วแทนที่จะเกิดผลดี กลับเป็นผลเสีย เช่นเสนอให้คนพกอาวุธได้ โดยอ้างว่า เพื่อไว้ใช้ป้องกันตัว แต่เมื่อคนเราต่างมีอาวุธไว้ในครอบครองก็มักฮึกเหิมใช้อาวุธทำร้ายกันเอง ตัดสินกันด้วยอารมณ์และอาวุธ แทนที่จะใช้ปัญญาระงับปัญหา
หรือเสนอให้ตั้งสถานเริงรมย์ แหล่งอบายมุข เพื่อดึงดูดเงินตราเข้าประเทศ ข้อเสนอนี้ดูเผินๆ แล้วอาจเห็นว่าดี เพราะจะได้เงินตราจากต่างประเทศ แต่ถ้ามองให้ลึกๆ แล้ว กลับเป็นการทำให้คนเกียจคร้าน เป็นแหล่งเพาะนักเลงการพนัน นักเลงสุรา นักเลงผู้หญิง ฯลฯ ประเทศชาติก็เหมือนตกอยู่ในความมืดมน

2.ผู้ใดที่มีลูกน้องที่ไม่ฉลาด หากจะมอบหมายงานให้ทำควรกำหนดตารางงานให้ อย่าปล่อยให้ตัดสินใจวางแผนเอง เพราะหากเกิดผิดพลาด กลายเป็นผลเสียหาย ยากแก่การแก้ไข

๓. ผู้นำที่ฉลาดแต่มีลูกน้องโง่ แสดงว่า ในอดีตชาติ แม้ตนจะไม่ดื่มสุรา ไม่เสพยาเสพย์ติด แต่ก็มีส่วนสนับสนุนผู้อื่นบ้าง ฉะนั้นผู้นำที่ดี จึงควรฝึกลูกน้องให้มีสติอยู่เสมอ ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งมึนเมาและอบายมุขทั้งปวง จะได้เกิดเป็นคนฉลาด

พระคาถาประจำชาดก

น เว อนตฺถกุลเลน อตฺถจริยา สุขาวหา
หาเปติ อตฺถํ ทุมฺเมโธ     กปี อารามิโก ยถา.

การประพฤติประโยชน์ โดยผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์
มิอาจนำความสุขมาให้เลย
ผู้มีปัญญาทราม ย่อมทำประโยชน์ให้เสีย เหมือนลิงทำสวนฉะนั้น.

ที่มา : ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก  3/2  33-37



อธิบายศัพท์
อารามทูสกชาดก (อ่านว่าอา-รา-มะ-ทู-สะ-กะ-ชา-ตก)
อาราม                  สวนที่น่ารื่นรมย์, อุทยาน
ทูสก                      บุคคลผู้ประทุษร้าย
กระออม                ที่ตักน้ำ มีลักษณะคล้ายหม้อ 
                            ทำด้วยไม้ก็มี หนังก็มี


กราบขอบพระคุณที่มาของบทความ
พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อทตฺตชีโว  นิทานชาดกอันดับที่ 5 เรื่องอารามทูสกชาดก หน้า53-59
ภาพประกอบ DMC Cartoon
ภาพยนตร์และแอนิเมชัน อารามทูสกชาดก
  


วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

มกสชาดก...ชาดกว่าด้วยความบ้องตื้น


นิทานชาดกเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวพุทธ นิทานชาดกมิใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสอนคุณธรรม แต่นิทานชาดกคือเรื่องในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระภิกษุในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นแบบแผนในการทำความดี หลักธรรมที่ได้จากการรับชมรับฟังนิทานชาดกนี้ สามารถนำไปใช้ให้เป็นคุณประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของตนเองและผู้อื่น

มกสชาดก
ชาดกว่าด้วยความบ้องตื้น

สถานที่ตรัสชาดก
หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นมคธ





ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุหมู่หนึ่งเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นมคธ ตลอดทางที่เสด็จผ่านนั้นพระองค์ทอดพระเนตรเห็นผู้ชายชาวบ้านทั้งหลาย ต่างนอนซมอยู่ตามพื้นบ้าน บางคนกำลังพอกยา หรือให้ลูกให้ภรรยาทำแผลให้ แต่ละคนมีบาดแผลเหมือนถูกธนูบ้าง ถูกมีดบ้าง บางคนก็เขียวช้ำเหมือนถูกฟาดด้วยท่อนไม้ ดูราวกับได้รับบาดเจ็บมาจากการรบทัพจับศึกไป
มีชาวบ้านเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้นที่มิได้มีบาดแผลหรือเจ็บป่วยเลย พวกเขาได้ชวนกันถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระภิกษุ เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับภัตตาหารแล้ว ได้ตรัสถามถึงความเจ็บป่วยของชาวบ้านเหล่านั้น อุบาสกทั้งหลายจึงกราบทูลว่า
พวกเขาเข้าไปตัดไม้ในป่า ถูกฝูงยุงรุมกัดอยู่เสมอ จึงชวนกันถืออาวุธเข้าไปไล่ยุง แต่กลับเป็นว่าต่างคนต่างถูกอาวุธของพวกเดียวกันได้รับบาดเจ็บกลับมา พระพุทธเจ้าข้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
มิใช่แต่บัดนี้หรอกนะ ที่คนอันธพาลคิดว่าจะประหารยุงแต่กลับมาประหารกันเอง แม้เมื่อชาติก่อนนั้นก็เคยมีมาแล้ว
ชาวบ้านเหล่านั้นจึงกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ ทรงเล่าเรื่องราวแต่หนหลัง พระพุทธองค์จึงตรัสเล่า มกสชาดก ดังนี้

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตชนบทชายแดน แคว้นกาสี ชายชาวบ้านทุกคนมีฝีมือในการก่อสร้าง ทำเครื่องเขียน และแกะสลักไม้เป็นอย่างมาก
วันหนึ่ง ขณะที่ช่างไม้หัวล้านคนหนึ่งกำลังขะมักเขม้นถากไม้อยู่นั้น ยุงตัวหนึ่งได้บินมาเกาะที่กลางหัวที่ล้านเลี่ยนราวกับกระโหลกทองแดงคว่ำของเขา แล้วใช้ปากอันแหลมคมของมัน แทงลงไปกลางหัวล้านนั้นทันที
ช่างไม้หัวล้านสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ บวกกับความโกรธในขณะนั้นทำให้เขารู้สึกว่าความเจ็บจี๊ดนั้น เป็นความเจ็บปวดที่แสนสาหัสราวกับถูกหอกแหลมๆ ปักลงมาเต็มที่ เขาจึงทนนั่งคอแข็งไม่ขยับตัวเพราะกลัวยุงจะบินหนีไปเสียพลางร้องสั่งลูกชายซึ่งอยู่ใกล้ๆว่า
ลูกเอ๊ย.. ไอ้ยุงวายร้ายมันกำลังเจาะกบาลพ่ออยู่ เจ็บยังกะถูกหอกแทง เอ็งรีบมาจวกมันให้ตายที่เถอะ
ลูกชายได้ฟังดังนั้น จึงบอกว่า
พ่อนั่งนิ่งๆนะเดี๋ยวฉันจะจวกมันให้ขาด 2 ท่อนเลย   


ลูกโง่ของช่างไม้คิดว่า จะฆ่ายุง กลับฟันหัวพ่อเสียเป็น 2 เสี่ยง
นิทานชาดกอันดับที่ 5

ว่าแล้ว ลูกชายก็คว้าขวานที่วางอยู่แถวๆนั้น แล้วย่องเข้ามาทางด้านหลัง ตาจ้องเขม็งไปที่ยุงที่เกาะนิ่งอยู่บนหัวล้านพ่อแล้วเงื้อขวานฟันฉั่วะลงไปเต็มแรง
พอสิ้นเสียงฉั่วะ หัวล้านของช่างไม้ก็แบะออกเป็น 2 เสี่ยง ทั้งเลือดทั้งมันสมองกระเด็นแตกกระจาย ช่างไม้ก็ตายคาที่อยู่ตรงนั้นเอง
ในขณะนั้น มีพ่อค้าผู้หนึ่งกำลังหาซื้อของอยู่แถวนั้น บังเอิญแวะเข้าไปพักอยู่ในโรงช่างของช่างไม้พอดี เมื่อเห็นลูกช่างไม้เงื้อขวานขึ้นฟันหัวพ่อ ก็รีบร้องห้ามแต่ไม่ทันการ จึงได้แต่ยืนดูศพของช่างไม้ด้วยความสลดใจ แล้วรำพึงว่า
มีศัตรูที่มีปัญญา ยังดีเสียกว่ามีมิตรที่โง่เขลา ลูกโง่ของช่างไม้คิดว่า จะฆ่ายุง กลับฟันหัวพ่อเสียเป็น 2 เสี่ยง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า
พ่อค้าที่เห็นเหตุการณ์ ได้มาเป็นพระองค์เอง


ข้อคิดจากชาดก

1.การที่คนเราคิดจะฆ่าผู้อื่น แต่แล้วกลับกลายเป็นการฆ่าตัวเองนั้น แม้ในปัจจุบันก็มี เช่นการที่เราใช้ยาฆ่าแมลง  ฉีด พ่น เพื่อ ฆ่ามด ยุง แมลงสาบ ตั๊กแตน หนอน ฯลฯ นั้น  แม้จะฆ่าได้บ้าง แต่พิษของยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ตามเสื้อผ้า บ้านเรือน ผัก ผลไม้ และยังคงส่งผลร้ายให้ตนได้รับสารพิษนั้นทีละเล็กทีละน้อย เป็นการฆ่าตัวตายผ่อนส่งโดยไม่รู้ตัว

 2.แม้ในเรื่องการหาเงินตราเข้าประเทศ นักการเมืองบางท่านเสนอให้นำอบายมุข เป็นต้นว่าบ่อนการพนัน หรือการบันเทิงเริงรมย์ มาเป็นเครื่องล่อชาวต่างชาติ โดยไม่คำนึงถึงว่าจะทำให้คุณธรรม ความดีของคนหายไปอย่างไรบ้าง นับเป็นความคิดบ้องตื้นไร้ปัญญาอย่างยิ่ง

3.ผู้ที่จะใช้คนบ้องตื่นทำงาน ควรระมัดระวังให้ดีเพราะเขาอาจจะทำความเสียหายร้ายแรงให้เกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้

4.คนที่มีศัตรูเป็นบัณฑิตนั้น ยังดีเสียกว่ามีคนโง่เป็นมิตร เพราะเขายังเกรงอาญาแผ่นดิน ไม่ถึงกับฆ่าคนได้

ดังพุทธศาสนสุภาษิต ความว่า

เสยฺโย อมิตฺโต มติยา อุเปโต
น เตวว มิตฺโต มติวิปฺปหีโน
กมฺสํ วธิสฺสนฺติ หิ เอลมูโค
ปุตฺโต ปิตุ อพฺภิทา อุตฺตมงฺคํ.

มีศัตรูที่มีปัญญา ดีกว่ามีมิตรที่โง่เขลา
ความโง่เขลาของลูกช่างไม้ที่คิดจะฆ่ายุง
กลับผ่าหัวพ่อตนเสีย ดังนี้.


ที่มา : ขุททกนิกาย ชตกฺ 27/44 สุตตนิบาต 27/15


ขออธิบายศัพท์
มกสชาดก (อ่านว่า มะ-กะ-สะ-ชา-ดก)
มกส          คือ       ยุง
บ้องตื้น                 มีความคิดอย่างโง่ๆ
กบาล                   หัว,ศรีษะ
จวก                      สับ,ฟัน,หรือตีผู้อื่นโดยแรง


กราบขอบพระคุณที่มาของบทความ
พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อทตฺตชีโว  นิทานชาดกอันดับที่ 5 เรื่องมกสชาดก หน้า41-45
ชาดก 500 ชาติ  


วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

นิทานชาดก...ต้นแบบการทำความดีของชาวพุทธ


              คนในโลกนี้อยากทำดี อยากเป็นคนดีทุกคนแต่เพราะเหตุที่ไม่มีต้นแบบดีๆ เป็นแบบอย่าง จึงต่างคิดหามาตรฐานทำความดีต่างกันไป ที่พอมีปัญญาก็ทำดีถูกวิธีได้สร้างสมความดีเป็นบารมีเพิ่มพูนติดตัวไป ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นคน แต่ที่มีปัญญาน้อยเห็นผิดเป็นชอบก็หลงทาง ขาดทุนไปชาติหนึ่ง


                   ชาดก 500 ชาติ

         ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรศึกษาต้นแบบการทำความดีจาก “ชาดก” แม้ว่ามีบางเรื่องที่เป็นนิทานพื้นบ้านปนเปเข้ามา แต่กระนั้นก็ดี เราก็น่าจะศึกษาชาดกในด้านที่เป็นวัฒนธรรมชาวพุทธ แทนที่จะตั้งข้อกังขาในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

          เมื่อเดือนมิถุนายนพุทธศักราช 2529 ระหว่างที่เดินทางไปยุโรปและประเทศอังกฤษ อาตมภาพได้มีโอกาสพบปะ สนทนากับอาจารย์ทางปรัชญาในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และเคมบริดจ์หลายท่านศาสตราจารย์ท่านหนึ่งได้ให้ข้อคิดว่า

          ท่านได้ทราบข่าวว่าขณะนี้พระภิกษุไทย และพุทธศาสนิกชนชาวไทยไม่สนใจชาดก เนื่องจากเพราะได้พบว่า บางเรื่องมีนิทานพื้นบ้านมาปะปนอยู่ด้วย เดี๋ยวนี้ใครพูดถึงชาดกทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องคร่ำครึงมงาย

          ดังนั้นท่านจึงขอฝากเตือนใจว่า คนที่คิดอย่างนี้นั้นแหละงมงายเพราะถ้าเราเรียนแต่ทฤษฎีล้วนๆ เราก็ได้แต่ท่องจำเป็นเพียงความรู้ดิบความรู้เกิดจากการจำนั้นไม่สามารถนำมาใช้งาน อย่าว่าแต่จะไปสอนลูกหลานเลย แม้แต่จะนำมาสอนตัวเองก็ไม่ได้ ความรู้ทางทฤษฎีเช่นนี้ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ ต้องลองแล้วลองอีก กว่าจะได้ความรู้สุกๆ ขึ้นมาก็ผ่านการลองชนิคผิดๆ ถูกๆ มาเสียมากต่อมาก แต่ถ้ามีเรื่องราวประกอบ ก็จะมองเห็นวิธีการนำทฤษฎีมาใช้เปลี่ยนจากนามธรรมเป็นรูปธรรม ได้ชัดเจนขึ้น

           ท่านศาสตราจารย์ได้ยกตัวอย่างถึงนิทานอีสป ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริงก็ยังเอามาสอนคนได้ ส่วนนิทานชาดกเป็นวัฒนธรรมชาวพุทธเป็นแบบแผนในการทำความดี เป็นเครื่องยืนยันการเวียนว่ายตายเกิด ชาวพุทธเองยังเมินไม่เอาใจใส่ใยดี เป็นการดูถูกคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และดูถูกตัวเอง

          ดังนั้นอาตมภาพจึงใคร่ขอให้เราลองพิจารณาความหมาย และคุณค่าของนิทานชาดก ซึ่งเป็นสมบัติทางปัญญาอันล้ำค่าของชาวพุทธให้ถี่ถ้วนและรอบคอบ

          นิทาน แปลว่า เหตุเป็นเครื่องมอบให้ซึ่งผล, มูลเค้า, เรื่องเดิมสมุฏฐาน

          ชาดก แปลว่าประวัติ การทำความดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีมาในชาติก่อนๆ

นิทานชาดก มิใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสอนคุณธรรมแต่นิทาน

 ชาดก คือ เรื่องในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระภิกษุในโอกาสต่างๆ บางครั้งก็เพื่อแสดงภูมิหลังของผู้ที่ พระองค์ต้องการแสดงธรรมให้ฟัง บางครั้งก็เพื่ออธิบายเหตุการณ์ต่างที่เกิดขึ้น

เมื่ออ่านนิทานชาดก นอกจากจะได้ทราบเหตุการณ์ต่างๆ แล้วเรายังได้ทราบอุปนิสัยใจคอ ของบุคคลในแง่มุมที่เราอาจนึกไม่ถึงว่าจะมีหรือเป็นไปได้อีกด้วย ไม่เพียงแต่เท่านี้ เรายังทราบอีกว่า ทำไมเขาจึงเป็นเช่นนั้น และพระพุทธองค์ได้ทรงช่วยเหลือเขาอย่างไรบ้าง  

ในวัฏสงสารอันยาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วนนี้ พระพุทธองค์เมื่อครั้งดำรงพระชนม์เป็นพระโพธิสัตว์ ได้เวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์บ้าง พลาดพลั้งไปเป็นสัตว์เดียรัจฉานบ้าง แต่ก็ได้ประกอบคุณงามความดีมาทุกภพทุกชาติจนกระทั่งได้มาเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระชาติสุดท้าย

ผู้ที่อ่านหรือฟังนิทานชาดก จึงควรอ่านหรือฟังด้วยความพิจารณา และในที่สุด นำหลักธรรมที่ได้ไปใช้เป็นคุณประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น จึงจะถือว่าถูกต้อง ส่วนความสนุกสนานเพลิดเพลินนั้นให้ถือว่า เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น จึงจะนับว่าได้ประโยชน์จากนิทานชาดกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ให้แล้วอย่างแท้จริง

ดังพุทธศาสนสุภาษิต ความว่า



ปญฺญายตฺถํ     วิปสฺสติ.

คนย่อมเห็นเนื้อความด้วยปัญญา.

ที่มา : อังคุตตรนิกาย  สัตตกนิบาต (องฺ. สตฺตก. 23/3)



พระเผด็จ ทตฺตชีโว


กราบขอบพระคุณที่มาของบทความ
คำปรารภพระธรรมเทศนา “นิทานชาดก อันดับที่ 5” โดย พระเผด็จ  ทตฺตชีโว
วันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2531

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วันวิสาขบูชาโลก...ชาวพุทธควรปฏิบัติตัวอย่างไร




พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นบรมครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
ทรงสั่งสอนชาวโลกจนกระทั่งวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ
นำทางชาวโลกให้ไปสู่สวรรค์และพระนิพพานเป็นจำนวนมาก
ทรงมีพุทธประวัติที่งดงามหมดจด ชัดเจนและทรงเป็นบุคคลอัศจรรย์ 
ทรงประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานในวันเดียวกัน คือ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6
ด้วยเหตุนี้ องค์การสหประชาชาติจึงได้กำหนด
ให้วันวิสาขบูชา เป็นวัน "วันสำคัญสากลของสหประชาชาติ"

หรือวันสำคัญสากลของโลก



วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม ปีนี้ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
ซึ่งเป็นวันสำคัญมากวันหนึ่งทางพระพุทธศาสนา  คือ
วันวิสาขบูชา วันนี้มีความสำคัญ คือ
1) พระพุทธเจ้าทรงประสูติ เมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราช


2) พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา หลังจากเสด็จออกบรรพชาได้ 6 ปี  
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใน วันวิสาขบูชา คือ อริยสัจ 4  
ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่ ได้แก่

          - ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิต สภาวะที่ทนได้ยาก ซึ่งทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ การเกิด การแก่ และการตาย ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ ส่วนทุกข์จร คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก หรือความยากจน เป็นต้น

          - สมุทัย คือ ต้นเหตุของปัญหา หรือสาเหตุของการเกิดทุกข์ และสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาเกิดจาก "ตัณหา" อันได้แก่ ความอยากได้ต่าง ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          - นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เป็นสภาพที่ความทุกข์หมดไป เพราะสามารถดับกิเลส ตัณหา อุปาทานออกไปได้

          - มรรค คือ หนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ เป็นการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา มี 8 ประการ ได้แก่ ความเห็นชอบ  ดำริชอบ วาจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ (คลิก)


3) พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน (ละสังขาร) เมื่อพระชนมายุ 80 ปี
 ซึ่งนับเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่เหตุการณ์ทั้งสามนี้
เกิดขึ้นตรงกันในวันเพ็ญเดือน 6
พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงพร้อมใจกันปฏิบัติธรรม

ถวายเป็นพุทธบูชา อาทิเช่น ตั้งใจรักษาศีล 5 หรือ ศีล 8
ตักบาตร ถวายภัตตาหารเช้าหรือเพล บำเพ็ญสมาธิภาวนา


และเวียนประทักษิณ (เวียนเทียน) รอบพระเจดีย์
หรือรอบพระอุโบสถ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
หรือพระบรมสารีริกธาตุ การเวียนเทียนนับเป็นประเพณี
ที่ได้รับความนิยมมาก วัดต่าง ๆ ได้จัดให้มีการเวียนเทียน
ในวันวิสาขบูชาเป็นประจำทุกปี ในค่ำคื่นวันวิสาขบูชา
เพื่อเปิดโอกาสให้สาธุชนที่เลิกจากภารกิจการงานได้มีโอกาสร่วมบุญนี้
ดังนั้น จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมสืบสานประเพณี
การเวียนประทักษิณนี้ ด้วยการไปเวียนประทักษิณ ณ วัดใกล้บ้าน
หรือวัดที่ท่านคุ้นเคย หรือวัดที่ท่านศรัทธา ท่านจะเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยสืบ
อายุพระพุทธศาสนา และได้บุญกุศลเป็นเสบียงบุญติดตามท่านไป
นอกจากนี้ ถ้าท่านมีจิตกุศลจะปฏิบัติบูชาอย่างอื่นๆ เพิ่มอีก
ท่านย่อมได้บุญกุศลมากขึ้นตามกำลังแห่งการปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบของท่าน ดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า

 สุโข  ปุญญสฺส  อุจฺจโย.
ความสั่งสมขึ้นซึ่งบุญ  นำสุขมาให้.

ที่มา  : ขุททกนิกาย  ธรรมบท(ขุ. ธ. 25/30)

พิธีอุปสมบทอุทิศชีวิต


ท้ายที่สุดนี้เรียนเชิญผู้มีบุญทุกท่านได้ให้โอกาสตนเองแสดงความกตัญญู เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา  รักและปรารถนาดีกับใครชวนกันมาร่วมสั่งสมบุญสร้างบารมีกันนะคะ




วัดพระธรรมกายขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมพิธี ตามกำหนดการด้านล่างนี้


กำหนดการวันวิสาขบูชา


 ขอกราบอนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้ สาธุๆๆค่ะ

ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของชาวพุทธที่ดี
บุญไม่มีขาย...อยากได้ต้องทำเอง
การสั่งสมบุญนำสุขมาให้
ทำที่ท่านได้ที่เรา


ขอขอบคุณ
นักเขียนอิสระ : Tum
                       : ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
https://www.dmc.tv/pages/buddha_biography/Lord-Buddha-History-36.html
https://hilight.kapook.com/view/23220
https://www.dmc.tv/pages/buddha_biography/Lord-Buddha-History-36.html




ประโยชน์ที่ได้รับ...จากการทำสมาธิ

    สมาธิก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง บางคนหากไม่ได้สังเกตก็อาจไม่ทันรู้ตัวว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นผลมาจากสติปั...