วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

คุณธรรม 12 ประการของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (ครูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย)




ในอีก 9 วันที่จะถึงนี้เป็นวาระสำคัญคือเป็นวันคล้ายวันเกิด คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (ครูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย) ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2562 อายุท่านครบ 110 ปี นอกจากท่านจะเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียงสามพันสองร้อยบาทเท่านั้น ท่านยังเป็น "ครู" และเป็น "ผู้อยู่เบื้องหลัง
ความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย" อีกด้วย หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ได้เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าไม่มีคุณยายฯก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีวัดพระธรรมกาย บุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ที่มีไว้เพื่อให้พวกเราลูกศิษย์ฯและผู้มีบุญทุกท่านที่มาทีหลังได้ตักตวงสั่งสมบุญสร้างบารมีในวันนี้

วาระอันเป็นมงคลที่จะถึงนี้ขอถือโอกาสประกาศคุณบูชาคุณคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง(ครูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย) ขอน้อมนำคุณธรรมถ้อยคำเพชรถ้อยคำพลอยอันประเสริฐ 12 ประการของคุณยายฯ มาให้ทุกท่านได้อ่านเพื่อศึกษาเป็นแนวทางปฏิบัติในการฝึกฝนอบรมตนเอง ให้เป็นผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตามท่านเพื่อความสุขและปลอดภัยในการดำเนินชีวิตในสังสารวัฏทั้งภพชาตินี้และภพชาติเบื้องหน้า ดังรายละเอียดที่จักวางไว้ ณ ที่นี้

คุณธรรมข้อที่ 1มีความบริสุทธิ์กายวาจาใจ
มีวันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่เดินย่อยอาหารหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จ ระหว่างทางมีพระอาจารย์เดินตามเพื่อรับฟังงานไปด้วย คุณยายฯท่านถามพระอาจารย์ว่า "รู้ไหมเราเกิดมาทำไม" และหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ก็ตอบทันทีว่า "เราเกิดมาเพื่อทำความบริสุทธิ์ ยิ่งหยุดนิ่งมากก็จะยิ่งบริสุทธิ์มาก พอเราบริสุทธิ์มาก การจะไปรู้เห็นวิชชาจะยิ่งละเอียดลึกซึ้งมาก รู้ญาณชัดเจนถูกต้อง และผู้บริสุทธิ์มากต้องนั่งสมาธิมากๆ"

คุณธรรมข้อที่ 2 ซื่อสัตย์ซื่อตรง จริงใจ
หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่บอกว่า "คุณยายฯ เหมือนไม้บรรทัด" สิ่งสำคัญ คือ ต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเราเอง คุณยายบอกว่า "คนที่ซื่อตรง เวลานั่งสมาธิจะเข้ากลางได้ถูกต้อง ไม่เคลื่อนกลาง ไม่แฉลบ ญาณรู้จะแม่นยำ เที่ยงตรง" ถ้าเราเคลื่อนกลาง หรือแฉลบ ภาพที่เราเห็นจะผิดจากความเป็นจริง คุณยายบอกว่า "ยายไม่ชอบคนไม่ซื่อ ไม่ชอบคนไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ ไม่ชอบคนไม่มีศีล" ยายรักความสะอาดบริสุทธิ์ คนใจสะอาดเท่านั้นถึงจะไปกับยายได้
คุณธรรมข้อที่ 3 ความขยัน
คุณยายฯจะขยันมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะขยันและอดทนทุกอย่าง สมัยเป็นชาวนานาของคุณยายฯจะไม่มีต้นหญ้าและวัชพืชเลย ตอนที่ทำงานบ้านคุณนายเลี๊ยบท่านทำความสะอาดหมดเกลี้ยง จนได้รับความไว้วางใจ พอมาอยู่วัดปากน้ำท่านก็ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ท่านบอกว่า "คนขยันอยู่กับใคร ใครก็รัก" เมื่อมาอยู่วัดพระธรรมกาย ท่านก็ทำงานละเอียด(ปฏิบัติสมาธิ)และงานหยาบ(งานครัว ปลูกต้นไม้ นำขัดห้องน้ำ) คุณยายฯบอกว่า "ท่านไม่เคยเบื่อหน่ายการสร้างบารมี ไม่เคยเบื่อหรือเกียจคร้านในการปฏิบัติธรรม ถ้างานหยาบเราขยันเวลานั่งธรรมะเราก็จะขยันนั่ง"




คุณธรรมข้อที่ 4 ประหยัด
คุณยายฯสอนเสมอว่า "เราอยู่วัด เรากินเราใช้ของร้อนเพราะเงินแต่ละบาทที่เราใช้เป็นเงินที่ญาติโยมจบหัวแล้วจบหัวอีก ถ้าเป็นพระแล้วไม่ทำประโยชน์ให้กับพระศาสนาถือว่ากินแรงชาวบ้าน พอตายไปแล้วก็ต้องไปเกิดเป็นควายให้เขาใช้แรงงาน" เมื่อครั้งที่หลวงพ่อทัตตชีโวบวชใหม่ๆ เคยไปที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงตาเจ้าอาวาสจูงมือท่านไปหน้าโบสถ์ ชี้ไปที่ทุ่งนาแล้วถามว่า "เห็นอะไรไหม" หลวงพ่อทัตตชีโวตอบว่า "เห็นควายเป็นฝูง" หลวงตาชี้ว่า "นั่นแหละอดีตพระเก่าท่านเห็นไหมไอ้ตัวที่เขาโง้งๆเป็นจ่าฝูงนั่นแหละเจ้าอาวาสเก่า" 

คุณยายฯเห็นคุณค่าของสิ่งของทุกอย่าง หากเดินไปตามถนนเห็นยางหนังสติ๊กเส้นเดียว คุณยายฯก็เก็บมาล้างไว้ใช้ใหม่ หรือถุงก๊อบแก๊บที่ใช้แล้วท่านก็เก็บมาล้างไว้ใช้ต่อ คุณยายฯเล่าว่า "สมัยหลวงปู่สดวัดปากน้ำภาษีเจริญ เขาแบกข้าวสารมาส่งที่วัดปากน้ำจะมีข้าวสารล่วงตามทาง หลวงปู่สดวัดปากน้ำภาษีเจริญท่านจะให้เก็บข้าวสารทุกเม็ดบางทีเก็บได้จนเป็นกระสอบก็มี"


คุณธรรมข้อที่ 5 อดทน
ความอดทนเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นนิสัยของคุณยายฯ เกิดจากใจที่หยุดนิ่งของท่านเป็นปกติ ยามเจ็บป่วยท่านก็จะนิ่งๆดังเช่นเมื่อตอนคุณยายฯปวดฟัน ก็เพียงแต่บอกหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ว่า "ช่วยให้เด็กวัดพายายไปหาหมอหน่อย" พอคุณยายฯไปพบหมอจึงรู้ว่าเป็นรำมะนาด เหงือกบวม หมอต้องถอนฟันเกือบทั้งปากท่านอดทนและนิ่งมาก แม้หกล้มเลือดออกมีดบาดจะเจออะไรก็ตามท่านจะไม่ร้องโอดครวญท่านจะนิ่งๆไปหาหมอแล้วใส่ยา แม้แต่ลูกศิษย์มาต่อว่าท่านๆจะนิ่ง อาศัยความเงียบแล้วทำความดี คุณยายฯบอกว่า "ยายจะไม่ทะเลาะกับใคร เขาจะมายืนด่าอะไรก็ให้เขาว่าไปยายจะหลับตาดิ่งธรรมะ"

ท่านบอกว่า "ให้เราทำความดีเวลาที่เราสร้างบารมีเราต้องเข้มแข็งต้องอดทนเราต้องทนลำบากนะ จะลำบากอย่างไรก็ให้อดทนอย่าสร้างกรรมอีก เกิดเป็นคนต้องทนชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายต้องอดทนให้ถึงที่สุดต้องคิดสู้ถ้าสู้ก็จะชนะจะชนะด้วยบุญ"



คุณธรรมข้อที่ 6 ไม่อยากเด่นอยากดัง
คุณยายฯบอกว่า "ยายทำความดี ไม่เคยหวังให้ใครมาชื่นชมหรือให้เขามายกย่อง ยายทำเพื่อช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์ยายไม่เคยคิดอยากเด่นอยากดัง ถ้ามีบุญแล้วจะดังเองดังอย่างเย็นๆ ไม่ใช่ดังอย่างร้อนๆ" บางคนอยากเด่นอยากดังก็ไปข่มคนอื่น คุณยายสอนว่า "เวลาสร้างบุญ ให้เอาใจจรดศูนย์กลางกายให้นึกถึงบุญมากๆจะได้บุญสะอาดติดตัวไป เวลาบุญส่งผลจะได้อะไรมาจะได้แบบเย็นๆ อย่าไปคิดนะว่าเวลาเราทำดีแล้วไม่มีใครเห็นตัวเราเองที่เห็นว่าเราทำอะไรอยู่เทวดาที่ดูแลรักษาเราอยู่ก็เห็น"

คุณธรรมข้อที่ 7 ความอ่อนน้อม ความเคารพ
คุณยายฯอยู่ที่ไหน ท่านจะทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าผ้าขี้ริ้ววางอยู่ต่ำแล้ว เมื่อนำมาใช้เช็ดเท้ายิ่งทำให้ต่ำลงไปอีกแต่เป็นประโยชน์กับทุกคน คุณยายฯไม่มีทิฏฐิมานะท่านจะทำตัวต่ำทุกที่ที่ท่านเข้าไป แต่พอผ่านไปได้สักระยะ ด้วยบุญที่ท่านอ่อนน้อมจะทำให้ท่านเด่นขึ้นมาเสมอแล้วท่านก็ไม่เคยวางตัวว่าท่านใหญ่ หรือเก่งกว่าใครมีแต่ความเอื้อเฟื้อเมตตาต่อทุกคนที่มาขอความช่วยเหลือ ด้วยบุญของท่านทำให้ท่านเป็นหัวหน้าเวร ไปอยู่ที่ไหนท่านเป็นหัวหน้าเขาหมดท่านก็จะเด่นด้วยอำนาจบุญที่อ่อนน้อมถ่อมตน



คุณธรรมข้อที่ 8 เจียมตัว รู้จักประมาณตัว
 ปีพ.ศ.2525 หลวงพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส คุณยายฯบอกกับทุกคนว่า "ยายไม่ใช่อาจารย์ของพระแล้ว ยายเป็นเพียงแค่เด็กวัดยายจะรับฟังคำสั่งทุกอย่างจากหลวงพ่อ" หรือเมื่อครั้งอยู่วัดปากน้ำ คุณยายทองสุขอาจารย์คนแรกของท่านมีบ้านหลังเล็กอยู่ในวัดปากน้ำเวลาญาติโยมมาเรียนธรรมะคุณยายทองสุขก็จะขึ้นไปสอนบนบ้าน ส่วนคุณยายฯจะนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านแม้ตอนนั้นคุณยายฯเป็นหัวหน้าเวรขาดรู้อยู่ในทีมทำวิชชากับหลวงปู่สดวัดปากน้ำภาษีเจริญแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังเคารพรักคุณยายทองสุขเสมอ 

คุณยายสอนว่า "เราต้องอย่าแสดงฤทธิ์กับครูบาอาจารย์ อย่าเอาฤทธิ์ไปแสดงกับคนอื่นว่าฉันเก่งแบบนี้ใช้ไม่ได้ ให้รู้จักเจียมตัวรู้จักประมาณตัวเอง "คุณยายฯเคยบอกหลวงพ่อว่า "คนเราแต่ละคนเกิดมาเอาบุญติดตัวมาไม่เท่ากันหรอก บางคนเอาบุญมามาก บางคนเอาบุญมาน้อยมีบุญน้อย คนที่เอาบุญมามากก็สอนตนเองได้อบรมตนเองได้เราก็เหนื่อยน้อยหน่อย คนไหนมีบุญติดตัวมาน้อยเราก็ต้องสอนมากหน่อยเพราะคนพวกนี้ลืมเก่งได้หน้าลืมหลังสอนตัวเองไม่ได้เราก็ต้องเหนื่อยหน่อย 

เวลาเราจะใช้เขาเราก็ต้องทุ่มบุญให้เขาเขาถึงทำได้ พอเก่งขึ้นมาหน่อยก็ใช้ความเก่งของตัวเองเอาไปสร้างความดีเอาไปสร้างบุญกุศติดตัวเขาไป แต่บางคนพอเก่งขึ้นมาหน่อยก็ลืมตัวมีฤทธิ์มากมีของแถมทำให้หลวงพ่อต้องปวดหัวเดือดร้อน เพราะฉะนั้นต้องเลือกคนต้องเลือกใช้งาน 

คนที่มีบุญมาน้อยเราให้ของดีเขาไปเขารับไม่ค่อยได้เขาไม่รู้หรอกว่าไอ้ที่เก่งมาได้เพราะอะไร" แล้วท่านก็เอามือชี้ไปที่พัดลมท่านสอนเด็กวัด "พัดลมมันติดมันเป่าลมได้หมุนได้ลองเจ้าของไปดึงปลั๊กไฟออกสิมันก็หมดฤทธิ์ ดึงปลั๊กออกก็เหมือนของที่ตายแล้วนั่นแหละ"



คุณธรรมข้อที่ 9 มักน้อย สันโดษ
คุณยายฯไม่ติดในคนสัตว์ สิ่งของเลยไม่ติดในลาภสักการะ ใครให้อะไรมาท่านจะใช้เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์และใช้อย่างคุ้มค่ามาก เช่น ขันพลาสติกใบหนึ่งจะใช้เป็น 10 ปีจนกว่าจะแตก ไม่ว่าใครจะให้อะไรคุณยายไม่ติดในสิ่งเหล่านี้ท่านจะพอใจในสิ่งที่ท่านได้รับและมีเป้าหมายคือทำวิชชากับหลวงปู่สดวัดปากน้ำภาษีเจริญ เช่น หลวงปู่สดวัดปากน้ำภาษีเจริญได้น้อยหน่ามาชะลอมหนึ่ง ท่านก็ส่งให้ไปในโรงงานทำวิชชาให้ไปแบ่งกัน น้อยหน่าก็มีลูกใหญ่บ้างเล็กบ้างบางคนก็จะคิดว่า "ทำไมฉันได้ลูกเล็ก เธอได้ลูกใหญ่" แต่คุณยายฯจะบอกว่า "ลูกใหญ่ลูกเล็กก็ได้ยายทานได้หมด" ไม่ว่าท่านจะได้เตียงเก่าๆ ได้มุ้งที่เก่าขาดคุณยายฯไม่เคยเสียใจเลยท่านดีใจว่า นี่คืออุปกรณ์ที่จะเอาไว้สร้างบารมีเพื่อได้ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สดวัดปากน้ำภาษีเจริญท่านพอใจในทุกสิ่งที่ได้รับ ท่านสอนว่า "พวกเราอย่าโลภมากนะ ถ้าโลภจะสร้างความดีไปไม่ถึงไหนให้สันโดษมักน้อยจะได้ไม่มีเครื่องผูกมากไม่มีภาระมากไม่มีเครื่องกังวลใจมาก จะได้มีเวลาเอาใจเข้าศูนย์กลางกายได้ง่ายๆ"

คุณธรรมข้อที่ 10 รักความสะอาด
คุณยายฯจะเช็ดทุกซอกทุกมุม เช็ดบันไดก็เช็ดไปถึงใต้บันไดหรือบางครั้งเห็นคุณยายเช็ดข้างฝาบ้าน หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ก็ถามด้วยความแปลกใจว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ คุณยายตอบว่า "มันเย็นใจ เข้ากลางคล่องดี" ซึ่งในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้กล่าวไว้ในทำนองที่ว่า "น้ำมันกับไส้ตะเกียงที่สะอาด เวลาจุดแล้วไม่มีเขม่าแสงสว่างที่เกิดขึ้นจะสว่างมาก พระภิกษุที่ดูแลเสนาสนะให้สะอาดเวลาปฏิบัติธรรมญาณเจตสิกจะชัดเจน" เพราะฉะนั้นพระที่ท่านอยู่ในสายปฏิบัติจะเน้นเรื่องความสะอาดและระเบียบเป็นปกติ

ยกตัวอย่างหลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง กุฏิพระจะอยู่ห่างๆ กัน หลวงพ่อชาไปตรวจตามกุฏิไปถึงท่านก็จะไปดูห้องน้ำก่อน ถ้าห้องน้ำไม่สะอาด ท่านจะบอกว่า "ส้วมไม่ล้าง ถามหาแต่พระนิพพาน" วัดหนองป่าพงสะอาดมาก ชาวต่างชาติส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว เมื่อเขาเห็นความสะอาด ความเป็นระเบียบของวัด หรือเห็นความสำรวมเรียบร้อยของพระภิกษุสามเณรจะรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา ทำให้สนใจที่จะเข้ามาศึกษาธรรมะ และได้มาบวชอีกหลายรูป เพราะความสะอาดเป็นระเบียบเปลี่ยนชีวิตคนได้ จากนักท่องเที่ยวกลายเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ

คุณธรรมข้อ 11 รักษากฎระเบียบวินัย

สมัยสงครามโลกญี่ปุ่นกับเยอรมันเป็นชาติมหาอำนาจ คุณยายฯไม่เคยไปประเทศเหล่านั้นแต่ท่านไปด้วยกายละเอียด คุณยายฯรู้จักหมดทั้งสองประเทศว่าเป็นคนอย่างไร ท่านบอกว่า "ชาติที่เจริญรุ่งเรือง เพราะพลเมืองมีวินัย มีระเบียบ"

คุณยายฯสอนตัวเองว่า "ทหารทางโลกมีวินัยกองทัพจึงเข้มแข็ง ทหารทางธรรมก็มีศีลเป็นวินัยทำให้กองทัพธรรมเข้มแข็ง" ท่านบอกหลวงพ่อทัตตชีโวว่า "ทุกอย่างในชีวิตประจำวันที่เราเกี่ยวข้องด้วยให้ทำให้เรียบร้อยเราจะได้ความเป็นระเบียบในใจใจเราจะสงบเข้ากลางง่าย" ท่านเล่าว่า "สมัยยายเข้ามาเรียนธรรมะใหม่ๆต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมีคนกลั่นแกล้งอิจฉาริษยาเยอะ แต่ยายก็ไม่เป็นอะไรเขาจับผิดยายไม่ได้เพราะยายไม่เคยผิดกฎระเบียบไม่เคยผิดวินัยเลย"



คุณธรรมข้อที่ 12 รักการประพฤติพรหมจรรย์
สมัยเริ่มสร้างวัด ก่อนที่จะมีศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม มีคนกล่าวว่า "บ้านยายจันทร์น่ะเหรอมีแต่หนุ่มสาวจะไปสร้างวัดอะไรสำเร็จ" ตอนนั้นมีแต่นักศึกษาอยู่ในวัยหนุ่มสาวเขาก็เลยไม่เชื่อ ดังนั้นคุณยายจะเข้มงวดเรื่องการประพฤติพรหมจรรย์มากๆ เพราะถ้าไม่เข้มงวดเรื่องนี้การสร้างบารมีก็ไม่สำเร็จ

เมื่อคุณยายฯย้ายจากวัดปากน้ำภาษีเจริญมาศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ตอนนั้นมีหลวงพี่บวชหลายรูปแล้วท่านจะมาฉันข้าวที่ครัวยามาเด็กวัดจะนั่งอยู่ถัดออกมา คุณยายฯก็ฉันข้าวที่ครัวยามาเหมือนกัน พอตอนเช้าพระเริ่มฉันคุณยายฯจะเดินมาพูดเสียงดังๆให้ทั้งพระและเด็กวัดได้ยินว่า "เนี่ยนะ ยายทำบุญ ยายอธิษฐานทุกวันเลยว่าเกิดไปกี่ภพกี่ชาติจนกว่าจะเข้าพระนิพพาน ขอให้ยายได้เกิดเป็นเพศชายได้บวชบำเพ็ญพรตประพฤติพรหมจรรย์ไปตลอดชีวิตทุกๆ ชาติ อย่าให้ต้องไปแต่งงานเลยไม่ต้องไปครองเรือนเลย ขอให้ไม่ยินดีในเพศตรงข้ามให้ยินดีแต่เพศพรหมจรรย์" คุณยายพูดอย่างนี้ทุกๆ วันเป็น 10 ปี จนกระทั่งหลวงพ่ออายุเกิน 40 ปีไปแล้วคุณยายบอกว่า "เลข 4 ไม่เป็นไรหนังเริ่มเหี่ยวแล้ว" จึงเลิกพูด

ถ้าเด็กวัดเกิดปิ๊งใครขึ้นมาในใจ ท่านจะเดินไปเฉียดใกล้ๆแล้วพูดว่ายายอธิษฐานอย่างนี้ทุกวันเลยนะ จนคนนั้นเลิกคิด คุณยายฯย้ำอีกว่า"ถ้าเรายังไม่แต่งงานยังเป็นโสดเวลาเราทำบุญมี 100 บาท เราทำได้ 100 บาท เมื่อไรเรามีแฟนก็ทำได้ 50 บาทพอมีลูก 1 คนก็เหลือ 20 บาท พอมีลูก 2 คนไม่ต้องทำเลยเพราะไม่มีเงินเหลือ”

คุณยายฯสอนว่า "พวกเราก้าวเข้ามาในวัดแล้ว เราเหมือนเข้ามาในสมรภูมิรบ" คือ รบกับกิเลสในตัวเราเองต้องอดทนเดินหน้าสร้างความดีอย่างเดียว ถ้าหากถอยหลังออกไปจากวัดโอกาสจะสร้างบารมีก็ลดลง ชีวิตก็จะตกต่ำลงเพราะว่าหมู่คณะเราสร้างบารมีรวดเร็ว เหมือนรถด่วนขบวนสุดท้ายคือ ตั้งแต่เริ่มหลวงพ่อก็วางแผนแล้วก็สร้างบุญตลอด ถ้าใครไม่ได้มาวัดสักเดือนหนึ่งเมื่อกลับมาอีกครั้งจะจำไม่ได้เลย ยิ่งปีหนึ่งกลับมายิ่งรู้สึกผิดหูผิดตา

การที่เราได้อยู่บนรถด่วนขบวนสุดท้าย เราจะอยู่ข้างหน้า ข้างหลังหรือตรงกลางเราได้บุญไปด้วยกันหมดจะถึงพร้อมกัน เพราะฉะนั้นเราต้องเกาะกันไปให้ดีอยู่กันเป็นทีมอย่าให้หลุดออกไป
สำหรับผู้หญิง เราเป็นเพศที่อาภัพเพราะเราเกิดด้วยกรรมกาเมฯ การสร้างบารมีของเราไม่สะดวกสบายเหมือนอุบาสกหรือพระ เป็นเพศภาวะที่อ่อนแออารมณ์อ่อนไหวง่ายแปรปรวนง่ายน้อยอกน้อยใจง่าย

คุณยายฯเตือนเราว่า “ยายแก่แล้ว คนแก่ไปอยู่ที่ไหนไม่มีใครต้องการเขาคิดแต่จะไล่ออกจากบ้านถ้าไม่มีความดีเพียงอย่างเดียวไม่มีใครเขาต้องการ” ท่านเตือนให้เราสั่งสมความดีในขณะที่เรากำลังแข็งแรง ผู้หญิงพออายุมากจะใช้ปากเยอะ คือขี้บ่น จู้จี้ จุกจิก มีเรื่องอิจฉาริษยากำลังก็ลดลงทำอะไรก็ไม่ไหวไม่มีใครอยากได้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ จึงต้องสร้างความดีไว้มากๆ แต่ถ้าพระภิกษุมีบาตรใบเดียวท่านไปได้ทั่วโลกยิ่งอายุมากเป็นหลวงตายิ่งมีคนศรัทธา

เมื่อญาติโยมเข้ามาวัด เขาต้องการกราบหลวงพ่ออยากใกล้ชิดหลวงพ่อแต่สมัยนี้ไม่มีโอกาสได้เข้าพบท่าน เขาจะคาดหวังจากเราเพราะถือว่าเราอยู่เขตในใกล้ชิดหลวงพ่อมากกว่า เขาก็จะดูเราเป็นต้นแบบของการสร้างความดี ไม่เพียงแต่เราอยู่ในสายตาของญาติโยม แม้แต่เทวดาทั้งหลายทุกชั้นต่างก็จับจ้องมองเรา คอยอนุโมทนาและได้บุญไปด้วย เมื่อเราตัดสินใจเสียสละทุกสิ่งทางบ้าน เข้ามาในวัดแล้วต้องทำตัวเป็นต้นแบบในการสร้างความดีให้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตั้งใจให้ดีให้ชีวิตเรามีเป้าหมายอย่าให้หมดไปวันหนึ่งคืนหนึ่ง

การทำความดีของคุณยายฯไม่ใช่ทำเพียงวันเดียวเดือนเดียวหรือปีเดียวแต่ท่านทำทุกวันทำตลอดชีวิต ทำสม่ำเสมอเป็นปกติเป็นนิสัยเป็นธรรมชาติของท่าน ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่มีคุณค่ามากเป็นชีวิตของนักสู้แต่ไม่ใช่สู้ด้วยกำลังไม่ได้สู้กับใครๆท่านสู้กับกระแสกิเลสในตนเป็นชีวิตที่เกิดมาเพื่อสร้างบารมีอย่างเดียวใจของท่านเข้มแข็งแข็งแกร่งประดุจเพชร 

บุญของคุณยายมหาศาลแต่ท่านไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างบุญจนถึงวาระสุดท้าย ตลอดชีวิตคุณยายฯท่านกลัวว่า บุญจะน้อยท่านจึงรักบุญรักธรรมะรักในการสร้างความดี คุณยายฯบอกเสมอว่า “พวกเราเกิดมาสร้างบารมีนะ เพราะฉะนั้นต้องสร้างความดีทุกอนุวินาทีเพราะว่าชีวิตในเมืองมนุษย์สั้น เดี๋ยวก็วันเดี๋ยวก็คืนเดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว ยายเข้าวัดมาตั้งแต่อายุ 29 ปียังมีความรู้สึกว่ายายยังได้บุญไปนิดเดียว”

ขอให้พวกเราได้ดำเนินตามปฏิปทาของคุณยายฯ มีคุณยายฯเป็นต้นบุญต้นแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการสร้างบารมีได้ตามติดหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่และมหาปูชนียาจารย์จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม อย่าให้ตกรถด่วนขบวนสุดท้ายนี้เลย สาธุ

Cr.หนังสือต้นแบบนักสร้างบารมี


 บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 


ในวาระวันคล้ายวันเกิดคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์  ขนนกยูง(ครูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย) วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ.2562 ครบ 110ปี ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก ขอกราบเรียนเชิญผู้มีบุญทุกท่านร่วมสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้ได้ 1,040,019,110 จบ  เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและบูชาธรรมคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง(ครูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย) ณ วัดพระธรรมกาย พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ บุญใหญ่รอทุกท่านอยู่ บุญใครทำใครได้ บุญไม่มีใครทำแทนกันได้ บัณฑิตคือผู้อุดมด้วยศีลสมาธิและปัญญา ย่อมแสวงหาบุญเป็นที่พึ่ง ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของศิษย์ดี ศิษย์ดีต้องมีความกตัญญู ความสุขความเจริญจะบังเกิดแก่ผู้มีบุญทุกท่าน ที่มาร่วมกันสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยด้วยบทสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.


ขอกราบอนุโมทนาบุญกับผู้มีบุญทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ สาธุค่ะ

ขอขอบคุณที่มา:
 รูปภาพคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง(ครูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย)
รูปภาพคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น(ครูคนแรกของคุณยายฯ)
คุณธรรม 12 ประการจากหนังสือต้นแบบนักสร้างบารมี
บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เส้นทางการสร้างบารมีของหลวงพ่อทัตตชีโว (เผด็จ ผ่องสวัสดิ์)คุณครูไม่เล็ก ครูผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งชีวิตของลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก




      หลวงพ่อทัตตชีโว(เผด็จ ผ่องสวัสดิ์) คุณครูไม่เล็ก
 www.dmc.tv
                                            


ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าของหลวงพ่อทัตตชีโว (เผด็จ ผ่องสวัสดิ์)คุณครูไม่เล็ก ที่เกี่ยวกับเส้นทางในการสร้างบารมีของท่าน ตีพิมพ์ในหนังสือมุทิตาสักการะในวาระ 60 ปีทองของการสร้างบารมี 21 ธันวาคม พุทธศักราช 2543 และจากบันทึกที่ท่านเขียนไว้ในเรื่อง “ผจญมาร” ในหนังสือ “เดินไปสู่ความสุข” พิมพ์เมื่อปีพุทธศักราช 2512 ซึ่งมีข้อคิดน่าสนใจ จึงขอนำเนื้อหาบางส่วนมาถ่ายทอด ดังนี้...

“...เมื่ออาตมามีอายุย่างเข้าวัยรุ่นนั้น อาตมารักการฝึกสมาธิ(Meditation)มาก เริ่มต้นมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2497 - 2498 ขณะเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยม 4 แรกทีเดียวเป็นเพราะได้อ่านวิธีการฝึกสมาธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งรจนาโดยพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อประมาณ พ.ศ.900 ที่เจอเพราะรักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจนั่นเอง อาตมาอ่านหนังสือทุกประเภท อ่านดะไปหมด อ่านจนหมดห้องสมุดประจำจังหวัดกาญจนบุรี พออ่านคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้วก็อยากฝึกสมาธิ แต่ฝึกเองไม่ได้ผล จึงดั้นด้นค้นหาอาจารย์สอนสมาธิ ให้บังเอิญไปพบอาจารย์ที่ฝึกสมาธิเพื่อประโยชน์ทางอิทธิฤทธิ์เข้าก่อน จึงเลยเป็นไปตามฤทธิ์หนุ่ม คือ ฝึกวิชาหนังเหนียว รูดโซ่ ลุยไฟ สะเดาะกลอน สารพัด ใจมันอยากจะเป็นอย่างขุนแผนกับเขาบ้าง ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าวิชาเหล่านี้เป็นวิชามาร คิดว่าเป็นวิชาพระ เพราะมีคาถาประกอบเป็นบทสรรเสริญพระพุทธคุณบ้าง บทสรรเสริญพระโมคคัลลาน์อัครสาวกผู้มีฤทธิ์บ้าง...อาตมาคิดแต่ว่า จะเอาวิชานี้ไปทำประโยชน์ให้ประเทศชาติเท่านั้น ยิ่งตอนหลังเกิดหนังเหนียว อยู่ยงคงกระพันขึ้นมาจริงๆ ก็เลยหลงคิดว่ามาถูกทางแล้ว…
...อย่างไรก็ดี บุญเก่าของอาตมาคงมีอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ได้พบหลวงพ่อธัมมชโยเสียก่อนที่จะหลงทางเลยเถิดไปไกล... ซึ่งตอนนั้นยังเป็นนิสิตรุ่นน้องปี 4 อาตมาจำได้แม่นยำว่าเป็นวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2509 ซึ่งเป็นวันลอยกระทง ...”
หลังจากที่คุณเผด็จ (หลวงพ่อทัตตชีโว) ได้ทราบว่านิสิตรุ่นน้อง คือ คุณไชยบูลย์ สุทธิผล (หลวงพ่อธัมมชโย) ผู้นี้ถือศีล 5 ไม่ดื่มสุรา และเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ท่านจึงสนใจและได้ติดตามทำความรู้จัก พอได้พูดคุยก็รู้สึกถูกอัธยาศัย จึงอยากจะถ่ายทอดวิชาที่เรียนมาให้ โดยได้ขอทดสอบภูมิความรู้ทางธรรมก่อน เนื่องจากคุณเผด็จอ่านตำรามามาก คำถามจึงเยอะ ถึงขนาดเปิดพระไตรปิฎกถามนิสิตรุ่นน้องท่านนั้นข้ามวันข้ามคืน ต้อนคำถามไปเท่าไร ตอบได้หมดไม่เคยจนมุมคำถามเลย ที่เคยตั้งใจจะรับเป็นลูกศิษย์ ท่านก็ชักลังเลเพราะภูมิความรู้ทางธรรมของคุณไชยบูลย์เหนือกว่ามาก พอถามเรื่องนรก-สวรรค์ คุณไชยบูลย์ได้ให้คำตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำและยืนยันด้วยความมั่นใจว่ามีจริง ผู้ที่สามารถไปได้ยังมีชีวิตอยู่ เป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) เป็นแม่ชีนามว่า คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
“...ในช่วงก่อนที่หลวงพ่อธัมมชโยจะพามาพบคุณยาย อาตมาพยายามพูดอวดอ้างความวิเศษของวิชามารให้ท่านฟังบ่อยๆ ก็อย่างที่บอกแล้ว ตั้งใจจะรับท่านเป็นลูกศิษย์ แต่ท่านไม่สนใจเลย กลับชี้ให้เห็นโทษว่าวิชาเหล่านี้เป็นเดรัจฉานวิชา จะนำความเดือดร้อนมาให้ภายหลัง แล้วสรรเสริญวิชาที่คุณยายจะสอนให้ทุกวัน อาตมาก็สนใจแต่เรื่องนรก-สวรรค์เท่านั้น ..."
วันหนึ่ง คุณเผด็จอยากจะลองวิชา “ดับพิษน้ำมัน” จึงนัดให้เพื่อนๆ มาดูกัน โดยทุกครั้งเมื่อเอามือจุ่มลงไปในกระทะกล้วยทอดที่มีน้ำมันร้อนๆ ท่านเคยเอามือจุ่มลงไปได้โดยมือไม่พองไม่ร้อน แต่สังเกตว่าครั้งใดที่มีคุณไชยบูลย์อยู่ด้วย พอยื่นมือเข้าไปใกล้ๆไอร้อน ก็รู้สึกร้อนจัดจนต้องหดมือกลับ ทำให้สงสัยว่าคุณไชยบูลย์ต้องมีอะไรดี ต่อมาคิดที่จะประลองฤทธิ์โดยเสกปรอทใส่มือคุณไชยบูลย์(หลวงพ่อธัมมชโย) ก็ทำไม่สำเร็จ ภายหลังจึงทราบว่าคุณไชยบูลย์(หลวงพ่อธัมมชโย) เป็นนักปฏิบัติธรรมของสำนักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และฝึกจนบรรลุธรรมกาย
แม้แต่อาจารย์ผู้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในวิชามารนั้น เมื่อมีการทดลองวิชาทั้งหมดต่อหน้าคุณไชยบูลย์(หลวงพ่อธัมมชโย) ก็แสดงฤทธิ์ไม่ออก วิชาทั้งหลายก็เสื่อมหมดไม่มีอิทธิฤทธิ์อย่างใดเลย สู้อำนาจวิชชาธรรมกายไม่ได้
“...ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าวิชาพระพุทธเจ้าดีกว่า และยังรู้เพิ่มเติมอีกว่า วิชามารทำให้ตกนรกได้ เลยเลิกวิชามารเด็ดขาด ยกตำราให้คุณยายอาจารย์เผาทิ้ง...”
“...คำอธิบายสั้นๆ ของคุณไชยบูลย์(หลวงพ่อธัมมชโย) คือ คนเราถ้าจะเปรียบแล้วก็เหมือนตู้วิทยุ สมาธิเหมือนเครื่องรับวิทยุ ภายในตู้ ถ้าเครื่องรับดีก็จะสามารถรับคลื่นเสียงได้ชัดเจน ทั้งคลื่นสั้นคลื่นยาวทั้งในระยะไกลและใกล้ ส่วนจะเลือกรับคลื่นที่ส่งมาจากมารหรือจากพระนั้น แล้วแต่ผู้ฟังหรือจิตของเราเองว่าจะฝักใฝ่ไปในทางใด...”
ตั้งแต่นั้นมา คุณเผด็จก็ติดตามคุณไชยบูลย์(หลวงพ่อธัมมชโย)ไปศึกษาธรรมปฏิบัติกับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ต่อมาท่านได้เป็นกำลังสำคัญท่านหนึ่งในหมู่คณะที่ร่วมบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย โดยรับนโยบายจากหลวงพ่อธัมมชโย(คุณไชยบูรย์ สุทธิผล) และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นครูบาอาจารย์และที่ปรึกษา
หลังจากเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ท่านได้รับมอบหมายรับผิดชอบด้านงานเทศน์สอนและอบรมสร้างพระให้เป็น “พระแท้” สร้างคนให้เป็น "คนดี" ทำให้มีโครงการอบรมพระภิกษุสามเณรธรรมทายาท, โครงการอบรมทหาร ตำรวจ ครู ข้าราชการในหน่วยราชการต่างๆ ตลอดจนบริษัทเอกชนอีกมากมายหลายแห่ง อีกทั้งขยายงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ศูนย์สาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่ปีแรกจวบจนปัจจุบันนี้ แม้มีสิริอายุ 72 ปี ท่านก็ยังทำงานตลอดมา
หลวงพ่อทัตตชีโว (เผด็จ ผ่องสวัสดิ์)คุณครูไม่เล็ก มีปกติวิสัยแห่งความเป็นครูผู้เปี่ยมล้นคุณธรรม ทั้งมีจิตกอปรด้วยความเป็นกัลยาณมิตร อุทิศตัวทุ่มเทให้งานอบรมเทศน์สอนและงานเขียนหนังสือธรรมะที่เป็นผลงานอันทรงคุณค่ามากมายประมาณกว่า 136 เล่ม ทั้งนี้ได้มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกหลายเล่ม รวมทั้งที่จัดทำเป็นเทปและวีดีโอเทปอีกมากมาย ตัวอย่างชื่อผลงานหนังสือที่เป็นที่รู้จัก และใช้เป็นคู่มือการดำเนินชีวิต เช่น มงคลชีวิต 38 ประการ, พระแท้, หลวงพ่อตอบปัญหา, เสขิยวัตร (ต้นบัญญัติมารยาทไทย), ก่อนไปวัด, คนดีที่โลกต้องการ, แด่นักสร้างบารมี, แม่แบบคนดี, รัฐศาสตร์เชิงพุทธ, เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ, คัมภีร์กู้วิกฤตชาติ, ครอบครัวอบอุ่น, บทฝึกลูกรัก, ศาสตร์และศิลป์แห่งความเป็นครู และ อัตชีวประวัติของหลวงพ่อทตฺตชีโว(เผด็จ ผ่องสวัสดิ์)คุณครูไม่เล็ก ในหนังสือเล่าเรื่องยาย เป็นต้น

นี้คืออัตตชีวประวัติอันทรงคุณค่าในการฝึกฝนอบรมตนเองของครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณยิ่งของลูกๆนักสร้างบารมีทั่วโลก หลวงพ่อทัตตชีโว (เผด็จ ผ่องสวัสดิ์)คุณครูไม่เล็กแห่งวัดพระธรรมกาย

Cr.Dhammakaya of America TV @GBNUS

บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ในวาระวันคล้ายวันเกิดนี้ในวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2561 ครบ 78 ปี หลวงพ่อทัตตชีโว(เผด็จ ผ่องสวัสดิ์)
คุณครูไม่เล็ก ขอเรียนเชิญลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลกและผู้มีบุญทุกท่านร่วมกันสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้ถึงเป้า 978,787,878 จบ เพื่อกตัญญูบูชาธรรมหลวงพ่อทัตตชีโว คุณครูไม่เล็กของพวกเรา  ณ พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ วัดพระธรรมกาย  ทำที่ท่านได้ที่เรา ศิษย์ดีต้องมีความกตัญญู ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของศิษย์ดี เป้าหมายยังขาดอีกมากมาช่วยกันสร้างผังสำเร็จ ยังความสำเร็จถวายครูผู้มีพระคุณของพวกเรากันให้ได้นะคะ

พร้อมนี้เรียนเชิญทุกท่านมาร่วมกันสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้ได้ 1,000 ล้านจบภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2562 เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา สั่งสมบุญบารมีความมีสิริมงคลให้แก่ตนเองและบุคคลอันเป็นที่รัก รักและปรารถนาดีกับใครชวนกันมาสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรข้ามปีบุญกุศลนี้จะทำให้เราและบุคคลอันเป็นที่รักประสบแต่ความสุขและความสำเร็จโดยถ้วนหน้า ตลอดปีตลอดไปขอกราบอนุโมทนาบุญ สาธุ 

เรียนเชิญฟังความประทับใจของลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด พระอาจารย์ทีมอุปัฏฐากและ
กัลยาณมิตรรุ่นบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย(คลิก)
โดยพระครูภาวนาสุธรรมวิเทศ ประธานสงฆ์วัดพระธรรมกายนิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา
พระสมุห์พิชิต ฐิตชโย
พระครูสังฆรักษ์บุญธรรม ปุญญธมฺโม
พระครูปรเมษฐ์ ปรมสัจโจ
กัลยาณมิตรองอาจ ธรรมนิทรา
อุบาสิกาดร.มัทนา ฟั่น
กัลยาณมิตรป้าประยงค์ ปีกขาว

ขอขอบคุณ

www.dmc.tv
Dhammakaya of America TV @GBNUS
สำนักสื่อธรรมะ 
phrasombat summapalo



วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สุขภาพที่ดี...คุณทำได้...ง่ายๆสบายๆ





จากการรวบรวมความรู้จากแหล่งต่างๆ
เพื่อนำมาใช้ในการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง
และหมู่คณะอย่างสุดฝีมือ
โดยเน้นการป้องกันเป็นหลัก
จนในที่สุดทำให้หลวงพ่อได้ข้อสรุปว่า
ถ้าไม่ใช่โรคที่เกิดจากกรรมข้ามชาติแล้ว
โรคส่วนมากมักเกิดจากนิสัยมักง่ายตามใจตัวเอง
เช่น นิสัยตามใจปาก ตามใจท้อง ความมักง่าย
ในอิริยาบถต่างๆ เป็นต้น
ซึ่งเป็นตัวบ่อนทำลายสุขภาพที่แท้จริงของเรา
เพราะฉะนั้น
ถ้าใครต้องการรักษาสุขภาพให้ดีไปตลอดชีวิต
รวมทั้งหากพบว่าโรคภัยไข้เจ็บของเรา
เกิดจากความมักง่ายตามใจตัวเองเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
จะรักษาโรคให้ชะงัด ต้องพยายามหักดิบนิสัยไม่ดี
ของตัวเองให้หมดไปไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ 


บุญเท่านั้น คือที่พึ่งที่แท้จริงของเราเอง อย่างอื่นไม่ใช่
บุญซึ่งเป็นที่มาของความสุข ความเจริญ ความดีงาม
ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่การบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ล้วนต้องอาศัยบุญทั้งสิ้น
ต้องทำด้วยตนเอง ใครทำ ใครได้...
เขาต้องทำบุญต่างๆ เหล่านั้นด้วยตัวของเขาเอง
เขาก็ต้องใช้ร่างกายกว้างศอก ยาววา หนาคืบ
และมีใจครอง นี่แหละ ไปทำบุญ
นักสร้างบุญบารมีทั้งหลาย จึงต่างรักต่างให้คุณค่า
ของร่างกายมนุษย์นี้ยิ่งนัก ซ้ำยังต่างถนอมร่างกายมนุษย์นี้
ไม่ต่างกับคนตาเดียว ถนอมนัยน์ตาข้างที่เหลือของเขาเลย
ต้องถนอมร่างกายมนุษย์เป็นนักหนา เพราะ
ร่างกายมนุษย์นี้แตกดับง่าย เพียงแค่หายใจเข้า-ออก
ร่างกายมนุษย์นี้ยังเป็นรังของโรค มีโรคแฝงอยู่ในยีนส์
แฝงอยู่ในเนื้อเยื่ออยู่แล้ว รอแต่วันที่จะกำเริบ
แล้วก็นำความตายมาให้ ร่างกายของ แต่ละคนจึงไม่ต่างกันกับเรือไม้ผุ ที่รอวันพัง
จะขอขยายถึงสาเหตุแห่งการเจ็บป่วยว่ามาจากเหตุ  8 ประการใหญ่ๆ คือ
1.โรคเกิดแต่ดีให้โทษ
2.โรคเกิดแต่เสมหะให้โทษ
3.โรคเกิดแต่ลมให้โทษ
4.โรคเกิดแต่ทั้งดี เสมหะ และลมให้โทษ
5.โรคเกิดแต่ฤดูแปรปรวน
6.โรคเกิดแต่การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอ
7.โรคเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง
8.โรคเกิดแต่วิบากกรรม



เหตุแห่งโรค 4 ประการแรก
โรคเกิดแต่ดีให้โทษ
โรคเกิดแต่เสมหะให้โทษ
โรคเกิดแต่ลมให้โทษ
โรคเกิดแต่ทั้งดี เสมหะ และลมให้โทษ
มีสาเหตุมาจากนิสัยประมาทในการใช้ปัจจัย 4 เป็นหลัก
ไม่รู้จักระมัดระวัง และรู้ประมาณในการใช้สอยปัจจัย 4 เป็นหลัก
ก็จะนำโรคภัยไข้เจ็บมาให้แก่ผู้นั้นYou are what you eat
ส่วนปัจจัยที่เหลืออีก 3 อย่าง ก็ยังใช้สอยด้วยความประมาท
มักง่ายดูเบากันอยู่เช่นเดิม


เหตุแห่งโรคประการที่ 5
โรคเกิดแต่ฤดูแปรปรวน
คือ ประมาทในการศึกษาทำความเข้าใจตนเอง
และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ
ไม่สนใจศึกษาธรรมชาติของร่างกายตนเองให้มากพอ
ประมาทว่าร่างกายนี้จะคงทน
ไม่ระมัดระวังในการเลือกใช้ปัจจัย 4
ให้เหมาะสมในคราวฤดูแปรปรวน
เหตุแห่งโรคประการที่ 6
โรคเกิดแต่การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอ
มาจากนิสัยประมาท ขาดการหาความรู้เกี่ยวกับ
ร่างกายตนเองและมีนิสัยตามใจตนเองเป็นใหญ่
(ร่างกายมนุษย์นี้มีชื่อเต็มๆ ว่า สรีรยนต์ เพราะ
เครื่องยนต์ไม่ว่าชนิดใดๆ จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหว
ไปในทิศทางต่างๆ ตามที่กำหนด หากไม่เป็นไปตามที่ถูก
กำหนดไว้ ย่อมเกิดอาการ Over Load คือเกินกำลัง
ของอิริยาบถนั้น แล้วก็จะนำมาซึ่งความเสื่อมโทรม
จะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยโดยง่าย)
เหตุแห่งโรคประการที่ 7
โรคเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง
หากหักโหมเกินไปก็เป็นโทษ การได้กัลยาณมิตรไว้
คอยสะกิดเตือนกันบ้าง ให้รู้จักประมาณก็จะสามารถแก้ไข
ผ่านเหตุแห่งโรคประการที่ 7 ไปได้โดยไม่ยาก
(ไม่เกิดกับคนเกียจคร้าน แต่กลับไปเกิดกับผู้ขยันที่มีปัญญา
เห็นภัยในวัฏฏสงสาร จึงเร่งปรารภความเพียร
เป็นเรื่องที่ควรแก่การอนุโมทนา)
เหตุแห่งโรคประการที่ 8
โรคเกิดแต่วิบากกรรม
หากเกิดขึ้นแก่ผู้ใดแล้ว ก็ยากจะแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น
แต่มีหนทางผ่อนหนักให้เป็นเบาไว้ให้ คือ
เมื่อยังทำอะไรไม่ได้ ก็ให้เร่งทำใจยอมรับความจริง
ว่าเราทำตัวของเราเอง และห้ามไปโทษใครอื่นเด็ดขาดว่าเป็นผู้ทำให้
พร้อมทั้งหักห้ามใจจะไม่ทำกรรมชั่วเช่นนั้นอีก
เมื่อยอมรับผลแห่งอกุศลกรรมนั้นแล้ว ก็ให้ตั้งใจสร้าง
บุญใหม่ทุกชนิดให้เต็มกำลังความสามารถ หากอกุศลกรรม
เก่าไม่มากนัก ย่อมหายได้ แม้ไม่หายก็ผ่อนคลายทุกขเวทนาลง
แม้ที่สุดหากอกุศลกรรมเก่ามากนัก ถึงคราวจักต้องตายก็ไปดี
มีสุคติเป็นที่ไป


จากสาเหตุแห่งโรคทั้ง 8 ประการที่กล่าวมานี้
ย่อมชี้ชัดลงไปว่า โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายที่รุมเร้ากายมนุษย์
ให้ผุพังเร็วกว่าวัยอันควร ล้วนมีสาเหตุมาจากนิสัยประมาททั้งสิ้น คือ
ประมาทขาดการศึกษาให้ทราบสภาพธรรมชาติแท้จริงของร่างกาย
ประมาทขาดการศึกษาวิธีดูแล วิธีใช้ วิธีซ่อมบำรุงร่างกายนี้ให้คงทน
ประมาทขาดการศึกษาถึงการนำร่างกายนี้ ไปประกอบคุณงามความดี
อย่างคุ้มค่า ให้เกิดเป็นบุญบารมีติดตัวไปในภายภาคหน้า
ขอให้ทุกคนตระหนักในพุทธดำรัสที่ว่า
“การได้เกิดในสภาพร่างกายเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยาก
การได้พบพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องยาก
การได้ฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเรื่องยาก
การได้โอกาสบรรลุธรรมก็เป็นเรื่องยาก”
การบรรลุธรรม เราจำเป็นต้องอาศัยร่างกาย
ที่ประกอบด้วยเลือดเนื้อและต้องเป็นร่างกายที่มี
สุขภาพดีด้วย จึงจะมีทางสำเร็จได้


หลวงพ่อทัตตชีโว



โปรดติดตามสาระดีๆ "สุขภาพที่ดี...คุณทำได้...ง่ายๆสบายๆ" ตอนที่ 2 ต่อไปนะคะ



กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงบทความดีๆจากหนังสือ”สุขภาพที่ดีคุณทำได้ ง่ายๆ สบายๆ"
พระธรรมเทศนา โดยหลวงพ่อทัตตชีโว


วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วันออกพรรษาหรือวันมหาปวารณา




Cr.www.dmc.tv


ประวัติความเป็นมาของการทำปวารณาในวันออกพรรษา เกิดขึ้นจากครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งแยกย้ายกันจำพรรษาอยู่ อารามรอบๆพระนคร พระภิกษุเหล่านั้นเกรงจะเกิดความขัด แย้งกัน จนอยู่ไม่เป็นสุขตลอดพรรษาจึงได้ตั้งกติกากันว่า จะประพฤติมูขวัตร คือการนิ่งไม่พูดจากันตลอด 3 เดือน และได้ถือปฏิบัติกันมาตลอดพรรษา

เมื่อถึงวันออกพรรษาพระภิกษุเหล่านั้นก็ได้พากันเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระเชตะวันมหาวิหาร แล้วกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้พระพุทธองค์ทรงทราบ


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตำหนิ และทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันว่าภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้ว ปวารณากันใน  ลักษณะ คือ ด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดีด้วยการสงสัยก็ดี

Cr.www.dmc.tv


ดังนั้นในวันออกพรรษา จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันมหาปวารณา ซึ่งเป็นวันเดียวกันตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปีแต่ถือกันคนละความหมายคือ วันออกพรรษา คือวันที่สิ้นสุดของการอยู่จำพรรษา หรือพูดง่ายๆว่า วันสุดท้ายที่ต้องอยู่จำพรรษาในแต่ละปีและพระสงฆ์จะต้อง อยู่ให้ครบอีก 1 ราตรี จึงจะครบถ้วนบริบูรณ์

ส่วนวันมหาปวารณาคือการทำปวารณาครั้งใหญ่ หมายถึงวันที่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อย ต่างเปิดโอกาสอนุญาตแก่กันและกันให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ด้วยจิตที่เมตตา

cr.www.dmc.tv

โดยมีคำกล่าว “ปวารณา” เป็นภาษาบาลีว่า

สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส๎มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ 


 ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญกระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ หากท่านทั้งหลายได้เห็น ได้ยินหรือสงสัยว่า ผม ได้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอท่านทั้งหลาย โปรดอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือน
กระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้วจะประพฤติตัวเสียใหม่ให้ดี


ที่มา : ปกิณณวินัย

การอยู่จำพรรษารวมกันตลอดระยะเวลา 3 เดือน อาจมีข้อประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น โดยรู้เท่าไม่ถึงการหรือมองไม่เห็นเสมือนผงเข้าตาตนเอง แม้ผงจะอยู่ชิดติดกับลูกในตาเราก็ไม่สามารถมองเห็นผงนั้นได้

จึงจำเป็นต้องไหว้วานขอร้องผู้อื่นให้มาช่วยดู หรือต้องใช้กระจกส่องดู เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงใช้วิธีการปวารณา ให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ เพื่อพระภิกษุที่ได้เห็นหรือแม้แต่ได้ยินได้ฟังเรื่องไม่ดีไม่งามอะไรก็ตาม ให้กล่าวแนะนำตักเตือนได้ คือ พระผู้มีพรรษามากก็กล่าวตักเตือนพระผู้มีพรรษาน้อยได้ และพระผู้พรรษาน้อยก็สามารถกล่าวชี้แนะถึงข้อบกพร่องของพระผู้มีพรรษามากได้เช่นกัน โดยที่พระผู้มีพรรษามาก ท่านก็มิได้สำคัญตนผิดคิดว่าท่านทำอะไรแล้วถูกไปหมด ทุกอย่างการกล่าวปวารณาเท่ากับเป็นการช่วยระมัดระวังข้อประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดีของพระรูปหนึ่งก่อนที่จะลุกลามก่อความเสื่อมเสียไปถึงพระหมู่มากและลุกลามไปถึงพระพุทธศาสนาได้ ท่านจึงใช้วิธีป้องกันไว้ก่อนดี กว่าการแก้ไขในภายหลังการปวารณาที่พระภิกษุทั้งหลาย

จุดมุ่งหมายของการปวารณาคือ

1.เป็นกรรมวิธีลดหย่อนผ่อนคลายข้อขุ่นข้องคลางแคลง ที่เกิดจากความระแวงสงสัยให้หมดไปในที่สุด
2.เป็นทางประสานรอยร้าวที่เกิดจากผลกระทบกระทั่งในการอยู่ร่วมกัน
ให้มีโอกาสกลับคืนดีด้วยการให้โอกาสได้ปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน
3.เป็นทางสร้างเสริมความสามัคคีในหมู่ให้กลมเกลียว อยู่ร่วมกันอย่างสนิทใจ
4.เป็นแนวปฏิบัติให้เกิดความเสมอภาคกันในการแสดงความคิด สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้โดยไม่จำกัดด้วยยศ ชั้นพรรษาและวัย
5.ก่อให้เกิดภราดรภาพคือความรู้สึกเป็นมิตรชิดเชื้อปรารถนาดี เอื้อเฟื้ออาทรเป็นพื้นฐานนำไปสู่พฤติกรรมอันพึงประสงค์ที่ดีงามคล้ายๆกัน เรียกว่าศีลสามัญญตา

อานิสงส์ของการปวารณา ได้แก่

1.ทำให้เกิดความบริสุทธิ์ในเพศบรรพชิต ทั้งทางกาย วาจาและใจ เป็นการคลายความสงสัยระแวงให้หมดไปในที่สุด
2.พระภิกษุทุกรูปจะรู้ข้อบกพร่องของตนเองและจะได้ปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น โดยฝึกความอดทนต่อการว่ากล่าวตักเตือนได้เป็นการเปิดใจยอมรับฟังผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้
3.พระภิกษุทุกรูปจะได้ขอคมากันและกัน เพื่อที่จะไม่ถือโทษโกรธเคืองกันในภายหลัง ด้วยความรักและปรารถนาดีและให้อภัยซึ่งกันและกัน จะทำให้อยู่ร่วมกันในหมู่คณะอย่างผาสุก
4.เป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคีในสังฆมณฑลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนในการทำงานพระพุทธศาสนาเป็นทีม
5.ทำให้คณะสงฆ์มีความเป็นปึกแผ่นแน่นเหนียวยากแก่การถูกทำลายจากผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนา

การปวารณาจึงเป็นการกระทำเพื่อหวังความเจริญ เพื่อเกิดประโยชน์ทั้งต่อส่วนตัวและส่วนรวมโดยเพื่อนสหธรรมิกด้วยกันเอง ตักเตือนกันเองได้ โดยธรรม






อีก 9 วันก็ถึงวันมหาปวารณาออกพรรษา วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 11
ปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2561 พวกเราเหล่าพุทธบริษัท 4 จะได้ถือโอกาสนี้ปฏิบัติตามธรรมเนียมอันดีงามนี้ โดยการปวารณากับบุคคลข้างเคียงให้สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ เพื่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์ในการสร้างบารมี ต่อไปในภายภาคหน้า  






บทสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร, 3 จบ ไม่มีบทขัด, ภาพพระมหาธรรมกายเจดีย์
cr.www.dmc.tv


 วันมหาปวารณาออกพรรษา

เรียนเชิญผู้มีบุญทุกท่านร่วมสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ให้ได้788,888,888 จบ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา
ณ วัดพระธรรมกาย เพื่อยังความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและคนที่เรารัก
รักและปรารถนาดีใครชวนกันมา 
พระพุทธศาสนาเข้มแข็ง เจริญรุ่งเรือง เป็นทั้งที่พึ่ง
ที่ระลึกแก่มวลมนุษย์ชาติตราบนาน เท่านาน
ขอกราบอนุโมทนาบุญ สาธุ



ประโยชน์ที่ได้รับ...จากการทำสมาธิ

    สมาธิก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง บางคนหากไม่ได้สังเกตก็อาจไม่ทันรู้ตัวว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นผลมาจากสติปั...