วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563

3 กุมภาพันธ์ วันมหาปูชนียาจารย์ มีความสำคัญอย่างไร ?






พิธีจุดโคมประทีปวันมาฆบูชา วัดพระธรรมกาย น้อมถวายเป็นพุทธบูชา




ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึงนี้ นอกจากจะเป็นวันมาฆบูชา วันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาและเป็นสำคัญวันหนึ่งของพุทธศาสนิกชนทุกท่าน อันเป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “ โอวาทปาฏิโมกข์ ” อันเป็นหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นวันที่สำคัญสำหรับนักสร้างบารมีทุกท่าน คือ วันครบรอบ 5 ทศวรรษ ของการสร้างวัดพระธรรมกาย

ยุคขุดดินก้อนแรกในวันมาฆบูชา ปี 2513

นับแต่การขุดดินก้อนแรก เมื่อวันมาฆบูชา ปี 2513 จนถึงวันนี้  วัดพระธรรมกายก็ยังทำหน้าที่เผยแผ่พระสัทธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงไปของโลก 


 วัดพระธรรมกายครบ 50 ปี ยุคเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก

แม้จะมีอุปสรรคผ่านเข้ามาเป็นบททดสอบนานัปประการ แต่วัดพระธรรมกายของพวกเราเหล่านักสร้างบารมี ก็ยังคงงดงามเด่นเป็นหลักชัยแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายเสมอมา


แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากบุคคลสำคัญ 3 ท่านนี้อันเป็นุคคลที่พวกเรายกว่าเป็น “มหาปูชนียาจารย์” อันแปลว่า บุคคลผู้ควรแก่การบูชาอย่างยิ่งใหญ่ อันได้แก่ หลวงปู่สดวัดปากน้ำภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายให้หวนคืนกลับมาสู่โลกใบนี้ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาทองสุก สำแดงปั้น(ครูผู้สอนสมาธิท่านแรกของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) และ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (ครูผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย) หากปราศจากทั้ง 3 ท่านนี้ วัดพระธรรมกายคงไม่สามารถเกิดขึ้น และเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ได้



                    



ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ วันมหาปูชนียาจารย์ เป็นวันสำคัญ คือเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่สดวัดปากน้ำภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ประการหนึ่ง เป็นวันคล้ายวันละสังขารของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาทองสุก สำแดงปั้น อีกประการหนึ่ง  และวันสลายร่างคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง อีกประการหนึ่ง

มหาปูชนียาจารย์ผู้เป็นที่เคารพและบูชาของศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก
www.dmc.tv


เพราะฉะนั้น จึงเป็นการควรที่ลูกหลานพระเดชพระคุณหลวงปู่ และ คุณยายอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ผู้เป็นนักสร้างบารมี ซึ่งแต่ละคนนั้นได้มารู้จักเป้าหมายชีวิตและทุ่มใจสร้างบารมีจนทุกวันนี้ ก็เพราะได้มารู้จักบุญสถานอันศักดิ์สิทธ์อันเกิดขึ้นจากเมตตาคุณแห่งมหาปูชานียาจารย์ทั้ง 3 ท่าน จะได้มาพร้อมใจกันปฏิบัติบูชาด้วยการสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันเป็นปฐมเทศนา และเป็นแม่บทแห่งพระสัทธรรม เพื่อบูชาคุณท่านผู้เลิศทั้ง 3 ท่าน

ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี 
คนดีต้องมีความกตัญญู ทำที่ท่านได้ที่เรา



ดังนั้นในวันจันทร์ที่ 3กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 วันมหาปูชนียาจารย์ ที่จะมาถึงนี้ วัดพระธรรมกาย จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันทำเป้าหมายให้สำเร็จ ด้วยการสวดธัมจักกัปปวัตตนสูตรให้ครบ 2,105,333,333 จบ เพื่อบูชาคุณประกาศคุณมหาปูชนียาจารย์ โดยพร้อมเพรียงกัน

Cr.ภาสกร ป.


ขอกราบอนุโมทนาบุญล่วงหน้าแด่ยอดนักสร้างบารมีลูกหลานหลวงปู่และคุณยายมา ณ โอกาสนี้ สาธุ

กราบขอบพระคุณที่มาแห่งความสมบูรณ์ของบลอค :
นักเขียนอิสระ : ภาสกร ป.
ประวัติของคุณยายทั้ง 2 ท่าน : www.dmc.tv , www.winnews.tv
ประวัติของหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ 

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563

สวดมนต์เห็นธรรมมีคุณอันไม่มีประมาณ...มาสวดธัมมจักกฯกัน


กบน้อยผู้มีจิตเลื่อมใส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย อปทาน
ความว่า
เอวํ อจินฺติยา พุทฺธา     พุทฺธธมฺมา อจินฺติยา
อจินฺติเยสุ ปสนฺนานํ     วิปาโก โหตฺยจินฺติโย.
พระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย พระธรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นอจินไตย วิบากของบุคคลผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าและพระธรรมของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นอจินไตย ก็เป็นอจินไตย.


(ขุททกนิกาย อปทาน)


ก่อนอื่นจะได้อธิบายความหมายของคำว่า อจินไตย ก่อนเพราะบางท่านก็ยังไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนหรือบางท่านเคยได้ยินมาแล้วก็ถือว่าทบทวนก็แล้วกัน คำว่า อจินไตย แปลว่า สิ่งที่ไม่ควรคิด หมายถึง สิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญชนของปุถุชนคนทั่วไปได้ มีอยู่ 4 อย่าง คือ
1.พุทธวิสัย วิสัยแห่งความอัศจรรย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
2.ฌานวิสัย วิสัยแห่งฤทธิ์ต่างๆของผู้มีฌาน ทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
3.กรรมวิสัย วิสัยของกฎแห่งกรรม คือการตามให้ผลของกรรมดีและกรรมชั่ว
4.โลกวิสัย วิสัยแห่งโลก สวรรค์ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ชีวิตในสังสารวัฏ


ในทางพระพุทธศาสนาไม่แนะนำให้คิดเรื่องเหล่านี้เพราะจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้าได้ เพราะเป็นเรื่องที่จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อบรรลุธรรมขั้นสูงๆขึ้นไปเท่านั้น ดังเช่นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน ดังเรื่องมัณฑุกเทวบุตรผู้มีจิตเลื่อมใสในพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอดีตชาติท่านเกิดเป็นกบอยู่ที่ริมสระน้ำแห่งหนึ่ง ที่อาตมาจะได้เล่าเรื่องมัณฑูกเทวบุตรพอเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ดังต่อไปนี้



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ริมฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา นครจัมปาเวลาใกล้รุ่งเช้าของวันใหม่ พระองค์ทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติอันเป็นพุทธาจิณวัตร ทรงออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ทรงตรวจดูเหล่าสัตว์ที่พอจะแนะนำสอนให้บรรลุธรรมได้ ทรงเห็นว่า เวลาเย็นของวันนี้ เมื่อเรากำลังแสดงธรรม กบตัวหนึ่งถือนิมิตในเสียงของเราแล้วก็จะตายด้วยความพยายามของผู้อื่นแล้วบังเกิดในเทวโลก คนเป็นจำนวนมากจักได้เข้าถึงธรรมในที่นั้นเหมือนกัน ครั้นทรงเห็นแล้ว ในเวลาเช้า ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในจัมปานครพร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ ทรงทำให้ภิกษุทั้งหลายหาบิณฑบาตได้ง่าย เสวยภัตกิจเสร็จแล้วเสด็จเข้าพระวิหาร


กลุ่มคนต้อนเลี้ยงโค
เมื่อภิกษุทั้งหลายทำวัตรปฏิบัติเสร็จแล้วไปที่พักกลางวันของตนๆ ก็เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรงใช้เวลาครึ่งวันให้หมดไปด้วยสุขในผลสมาบัติ ในเวลาเย็นเมื่อบริษัททั้ง 4 ประชุมกันเพื่อฟังธรรม พระองค์ก็ทรงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จเข้ามณฑปศาลาประชุมธรรม ริมฝั่งสระโบกขรณี ด้วยพระปาฏิหาริย์ ประทับนั่งเหนือพระบวรพุทธอาสน์ที่ประดับไว้ ทรงเปล่งพระสุรเสียงเพียงดังเสียงพรหม ราวกะว่าพญาไกรสรสีหราชมิหวาดหวั่น บันลือสีหนาทเหนือพื้นมโนศิลาฉะนั้น ทรงเริ่มแสดงธรรมด้วยพระพุทธสีลาอันหาอุปมามิได้ ด้วยพระพุทธานุภาพอันเป็นอจินไตย ในขณะนั้น กบตัวหนึ่งมาจากสระโบกขรณี จึงนอนถือนิมิตในพระสุรเสียงด้วยธรรมสัญญาว่านี้ เรียกว่าธรรม อยู่ท้ายบริษัท







กบตายขณะกำลังฟังธรรม


ขณะนั้น คนเลี้ยงลูกโคคนหนึ่งมาถึงที่นั้น เห็นพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ และบริษัทกำลังฟังธรรมอย่างสงบเงียบ คนเลี้ยงโคก็ได้ยืนฟังธรรมส่งใจไปตามเสียงในเรื่องนั้น ยืนถือไม้ [สำหรับต้อนโค] ไม่ทันเห็นกบจึงได้ยืนปักไม้บนหัวกบเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ กบมีจิตเลื่อมใสด้วยธรรมสัญญา ทำกาละตายในขณะนั้นเอง ไปบังเกิดในวิมานทองสูง ๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น เห็นตนถูกหมู่นางอัปสรแวดล้อม นึกดูว่า เรามาแต่ไหนจึงบังเกิดในที่นี้ เห็นชาติก่อนนึกทบทวนดูว่า เราเกิดในที่นี้และได้รับสมบัติเช่นนี้ เราทำกรรมอะไรหนอ ไม่เห็นกรรมอื่น นอกจากถือนิมิตในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้า เทพบุตรนั้นมาพร้อมด้วยวิมานในขณะนั้นเอง ลงจากวิมานทั้งที่มหาชนเห็นอยู่นั่นแล เข้าไปถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วยืนประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ด้วยอานุภาพทิพย์ยิ่งใหญ่ด้วยบริวารหมู่ใหญ่

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเทพบุตรนั้น เพื่อจะทรงทำผลแห่งกรรมและพุทธานุภาพให้ประจักษ์แก่มหาชน จึงตรัสถามว่า ใครรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ มีวรรณะงามทำทิศทุกทิศให้สว่างไสว กำลังไหว้เท้าของเรา  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคดม สัตว์เหล่าใดทำบุญไว้แล้ว มิได้ฟังธรรมสิ้นเวลานิดหน่อย เหมือนข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว คือได้โอกาสที่จะฟังพระธรรมของพระองค์ตลอดเวลานาน สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าทำลายสังสารวัฏเด่นชัดตลอดกาลนาน สัตว์เหล่านี้ไปในที่ใดไม่พึงเศร้าโศก สัตว์เหล่านั้นถึงที่นั้นที่ไม่เศร้าโศก อันชื่อว่าไม่หวั่นไหว เพราะความเป็นของเที่ยง คือสันติบท (พระนิพพาน) เพราะถึงสันติบทนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงไม่มีอันตราย

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยสมบัติของเทพบุตรนั้น และของบริษัทที่ประชุมกันอยู่ แล้วทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร จบเทศนา เทพบุตรนั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สัตว์แปดหมื่นสี่พันได้ตรัสรู้ธรรม เทพบุตรนั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณ ทำอัญชลีแด่ภิกษุสงฆ์ พร้อมด้วยบริวารกลับเทวโลก

กบเมื่อตายขณะจิตเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตายมาบังเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า แม้กบที่เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้จะไม่เข้าใจแต่ด้วยจิตที่เลื่อมใสในขณะฟังธรรมนั้น ยังเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บุคคลใดก็ตามทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระรัตนตรัย อานิสงค์ย่อมไม่มีประมาณยากที่จะคำนวณว่าได้เท่าไหร่



ดังนั้นอาตมาก็ขอเชิญผู้มีบุญทุกท่านทั่วโลกมาเอาบุญด้วยกัน ด้วยการสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร ด้วยจิตอันเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระธรรมคำสั่งสอนของท่าน อานิสงค์อันไม่มีประมาณจะได้เกิดขึ้นแก่พวกเราทุกคน ดังโอวาทที่หลวงพ่อธัมมชโย ท่านเคยให้ไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ไว้ว่า


ด้วยอานุภาพของการสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยที่มีคุณไม่มีประมาณ จะช่วยขจัดทุกข์โศกโรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่มาเกิดกับเราและมวลมนุษยชาติทั้งหลายให้ละลายหายสูญไป ในการสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยนั้น เราต้องฝึกท่องบทสวดให้จำได้จนคล่องปากขึ้นใจ ขณะสวดให้นั่งพับเพียบ พนมมือ หลับตา เอาใจจรดไปที่ศูนย์กลางกาย นึกถึงองค์พระหรือดวงธรรมใส ๆ โตใหญ่ขนาดไหนก็ได้ แล้วแต่ใจเราชอบ หากยังนึกไม่เห็น ไม่เป็นไร ให้ทำความรู้สึกว่า มีองค์พระหรือดวงธรรมใส ๆ อยู่ในกลางท้องของเรา แล้วทำความรู้สึกประหนึ่งว่า เรานั่งอยู่ในอายตนนิพพาน กำลังเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธองค์ เสียงที่เปล่งออกมา ไม่ใช่ว่าดังออกมาจากปาก หรือว่าแค่คอของเราเท่านั้น แต่ให้เป็นเสียงแก้วที่กลั่นออกมาแล้วจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ภายในลึก ๆ จากองค์พระใส ๆ จากดวงธรรมใส ๆ ผ่านศูนย์กลางกาย หรือจำง่าย ๆ ว่า เสียงสวดมนต์นั้นได้เปล่งออกมาจากกลางท้อง แล้วค่อยออกมาที่ปากของเรา เสียงที่เปล่งออกมา ให้เป็นเสียงที่ดังพอดี ๆ ไม่ดังในระดับเสียงตะโกน หรือไม่ค่อยเหมือนเสียงกระซิบ แต่ให้ดังในระดับที่เราได้ยินด้วยหูของเราเอง และคนข้าง ๆ ได้ยินเสียงที่สวดออกมาดี จะมีอานุภาพไปไกล ที่กายละเอียดทั้งหลาย หรือใครที่ได้ยินได้ฟังก็จะชุ่มชื่น จิตใจเบิกบาน สว่างไสว และไม่ใช่ว่าสวดเฉพาะพวกเรา แม้กายละเอียดที่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยก็จะร่วมสวดไปพร้อม ๆ กันด้วย

ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ ใจเราก็จะถูกกลั่นให้สะอาดบริสุทธิ์ บุญก็เกิดขึ้นกับตัวเรา ใจก็เป็นมงคล ปากเราก็เป็นมงคล หูเราก็เป็นมงคล ทั้งเนื้อทั้งตัวเราเป็นสิริมงคลทั้งหมด วิบากกรรมที่ติดมาข้ามภพข้ามชาติ เพราะอกุศลเข้าสิงจิต ทำให้เราพลาดพลั้งคิดผิด พูดผิด ทำผิด ก็จะถูกกลั่นแก้ไปด้วย หนักก็จะเป็นเบา เบาก็จะหาย จิตใจที่ขุ่นมัวก็จะใสสว่างไม่เพียงเท่านั้น เสียงที่กระจายออกไปจากใจใส  ที่เกิดจากความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้น จะเชื่อมเป็นพลังใจซึ่งกันและกัน กระจายขยายเชื่อมกับบรรยากาศ รอบตัว แล้วแผ่ขยายไปทุกทิศทุกทาง ไปถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว จักรวาลน้อยใหญ่ต่าง  อันไม่มีประมาณ จะเป็นกระแสคลื่นแห่งความบริสุทธิ์ที่ขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะช่วยขจัดสิ่งที่เป็นมลทินที่อยู่ในบรรยากาศ ทุกข์ โศก โรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่าง  ก็จะละลายหายสูญไป ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ ความคิดเบียดเบียนกันก็จะค่อย  ละลายจางหายไปเรื่อย  สิ่งที่เป็นมลทินต่าง  จะค่อย  ถูกกลั่นแก้กันไป


การสวดสรรเสริญบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ใช้เวลาสวดเพียงสั้น ๆ ไม่กี่นาที แต่อานิสงส์นั้นมีมากมาย จะทำให้ใจเราผ่องใส เมื่อจิตผ่องใสไม่เศร้าหมองสุคติเป็นที่ไป เราจะนำเงินทอง อัญมณี รัตนอันมีค่า หรือนำเงินไปซื้อทองเท่าภูเขาเพื่อไปต่อรองกับพญายมราช ให้บุคคลผู้มีใจเศร้าหมองไม่ต้องไปอบายนั้นไม่ได้ แต่จิตใจอันผ่องใสเราได้มาด้วยอานุภาพแห่งการสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยอันมีคุณไม่มีประมาณ เมื่อใจเราผูกพันกับพระรัตนตรัย จิตใจผ่องใส สุคติก็เป็นที่ไป

เพราะฉะนั้นต้องหมั่นสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยด้วยจิตอันเลื่อมใสกันทุก ๆ วัน และเวลาสวดให้สวดด้วยใจที่ชุ่มชื่น เบิกบาน ให้มีความเคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง สวดมนต์อย่างถูกหลักวิชชาอย่างนี้จึงจะเรียกว่า สวดมนต์เห็นธรรม ที่มีอานิสงส์ไม่มีประมาณ
  Cr.พระมหาวัชระ วิทูรชโย ป.ธ.9





วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เป็นวันมหาปูชนียาจารย์ วัดพระธรรมกาย เรียนเชิญทุกท่านร่วมสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้ได้ 2,105,333,333 จบ เพื่อน้อมบูชาธรรมถวายมหาปูชนียาจารย์ครูผู้มีพระคุณ ศิษย์ดีต้องมีความกตัญญู ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี ทำที่ท่านได้ที่เรา บุญใหญ่รอทุกท่านอยู่ มากันเยอะๆนะคะ

กราบขอบพระคุณที่มาแห่งบลอคที่สมบูรณ์

พระธรรมเทศนาโดยพระมหาวัชระ วิทูรชโย ป.ธ.9 เรื่อง กบน้อยผู้มีจิตเลื่อมใส
ภาพประกอบ : www.google.com ,www.dmc.tv

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2562

บัณฑิต...จะฝึกตนเช่นไรให้สมกับเป็นบัณฑิตที่แท้จริง





บทฝึกวิสัยบัณฑิตส่วนบุคคล

สำหรับบทฝึกส่วนบุคคล ซึ่งต้องทำงานไปด้วย ฝึกอบรมตนไปด้วย สร้างบุญไปด้วย แก้ปัญหาไปด้วย ก็พอจะสรุปจากประสบการณ์ได้ว่า มีบทฝึกรักษาใจให้ผ่องใสอยู่ 9 วิธี ถ้าพวกเราหมั่นฝึกฝนให้ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอจนเป็นปกติวิสัยแล้ว จะสามารถใช้รักษาใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ แล้วจะช่วยเพิ่มความเป็นชาวพุทธของเราให้เข้มแข็งขึ้นโดยอัตโนมัติ กระทั่งสามารถเป็นชาวพุทธต้นแบบ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของชาวโลกในยุคนี้ได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว บทฝึกใจใส 9 วิธี ประกอบด้วย



1.หมั่นเข้าวัดฟังธรรมปรับทิฐิให้ตรง

ถามว่าอะไรคือวัตถุประสงค์ใหญ่ของการเข้าวัดฟังธรรม

วัตถุประสงค์อยู่ที่การปรับทิฐิ หรือการปรับความเห็นของตัวเองให้ตรง นี่เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทิฐิคือความเห็นของเรายังไม่ตรง ถือว่ายังใช้ไม่ได้

การปรับความเห็นหรือทิฐิให้ตรง มีเรื่องอะไรบ้างที่เราจะต้องพยายามปรับอย่างสุดฝีมือ มีอยู่ 3 เรื่อง
1.บุญบาปมีจริง
2.ตายแล้วไม่สูญ ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
3.นรกสวรรค์มีจริง
ทั้ง 3 เรื่องนี้ สรุปย่อ ๆ สั้น ๆ ได้ว่า “กฎแห่งกรรม” มีจริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบเมื่อวันที่ทรงตรัสรู้ธรรมว่า ชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายถูกกฎแห่งกรรมครอบงำอยู่ทั้งสิ้น*จูฬกัมมวิภังคสูตร, ม.อุ. 23/581/251 (มมร.) แล้วทรงนำมาบอกให้ชาวโลกรู้ความจริง ดังนั้น พึงตระหนักไว้เสมอว่า ตัวเราเองก็ยังอยู่ภายใต้กรรมที่ตนทำไว้ทั้งสิ้น ซึ่งยังหนีไม่พ้นกฎแห่งกรรม เพราะเหตุที่เรายังมีนิสัยดีบ้าง พาลบ้าง ผลัดกันขึ้นลงอยู่อย่างนี้ ก็ต้องระมัดระวังควบคุมตัวเองให้ดี อย่าไปทำล้อเล่นกับมัน เพราะกฎแห่งกรรมไม่เคยปรานีใคร

ถามว่ามีใครบ้างไหม ที่นิสัยดีมีความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจคงที่ มีศรัทธา และสัมมาทิฏฐิ มั่นคง ไม่คลอนแคลน ไม่ขึ้นไม่ลงเลย ก็ตอบว่ามีเหมือนกัน คือพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์นั่นเอง

สำหรับพวกเราที่นั่งกันอยู่นี่ ยังไม่มีใครเป็นพระโสดาบัน ก็ต้องรับรู้ไว้ว่า พวกเรายังอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม วันหนึ่ง ๆ ก็มีโอกาสคิดดีบ้างไม่ดีบ้างตลอดเวลา เจ้าความคิดไม่ดีนี้ ก็มักจะชักนำให้เราหลงผิดไปทำตัวเป็นคนพาล สร้างกรรมชั่วขึ้นมา ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องระมัดระวังให้มาก เราจึงต้องหมั่นมาฟังธรรมที่วัด เพื่อปรับทิฐิความเห็นให้ตรงอยู่เป็นประจำทุกวันอาทิตย์
2.หมั่นนั่งสมาธิ ดึงใจกลับมาไว้ในตัว

คุณครูไม่ใหญ่ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้สั่งแล้วสั่งอีกว่า ให้หมั่นทำการบ้านของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาทั้ง 10 ข้อ ฟังแล้วดูเหมือนไม่มีอะไร แต่การบ้านนี้มีผลอย่างมาก เช่น ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา ใจก็อยู่ในอู่ทะเลบุญ ทุก 1 ชั่วโมง ขอ 1 นาที ขอให้นึกถึงองค์พระหรือดวงแก้ว เป็นต้น การทำดังนี้เท่ากับเป็นการดึงใจกลับมาไว้ในตัวนั่นเอง

การดึงใจกลับมาไว้ในตัวดีอย่างไร ?

เมื่อใจถูกดึงมาเก็บไว้ในตัว ย่อมมีการแก้ไขตนเองเป็นกำลัง นั่นคือการฝึกวิสัยบัณฑิต ส่วนคนพาลมีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง เพราะปล่อยใจออกไปนอกตัว โดยเฉพาะชอบปล่อยใจไปจับผิดผู้อื่น นั่นคือการเพิ่มพูนวิสัยพาล

3.หมั่นวัดใจตนเอง

วันนี้พวกเราเองก็ยังไม่หมดกิเลส บางครั้งใจก็หลุดออกไปนอกตัว บางครั้งใจก็อยู่ในตัว แต่ว่าสิ่งที่จะต้องฝึกให้ได้ คือต้องหัดวัดใจตัวเองว่า วันหนึ่ง ๆ เรามีความเป็นพาลหรือว่าบัณฑิตมากน้อยแค่ไหน เราต้องหัดวัดใจเราเอง

แล้วจะรู้ได้อย่างไร เราจะวัดได้อย่างไร วัดโดยหัดนึกถึงองค์พระ นึกถึงดวงแก้วบ่อย ๆ แล้วตรวจสอบดูว่า ใจอยู่กับองค์พระ หรือว่าหนีเที่ยวมากกว่ากัน ถ้าใจหนีเที่ยวมากกว่า ให้รู้ไว้เถิดว่าเรามีเชื้อพาลมาก ถ้าใจนึกถึงองค์พระ นึกถึงดวงแก้วได้บ่อย ๆ มากกว่า แสดงว่าเรามีเชื้อบัณฑิตอยู่ในตัวมาก

ในฐานะที่พวกเราได้เข้าวัดกันมานาน ถ้าไม่หัดวัดใจตัวเองอย่างนี้ เดี๋ยวจะถูกกระแสโลกดึงไปอยู่กับเขาจนหมด ลำดับต่อไปคงจะได้แห่ไปทำอะไรต่อมิอะไรที่ก่อให้เกิดการจองเวรกันต่อไปอีก ก็ขอฝากข้อคิดเตือนใจไว้ตรงนี้

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเป็นชาววัด ก็ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า ชาววัดคือคนที่ชอบวัดใจตัวเองว่า ใจของเราอยู่กับองค์พระ ใจของเราเป็นบัณฑิตหรือคนพาลมากกว่ากัน คนที่ชอบวัดใจตัวเองนั่นแหละ เขาเรียก “ชาววัด” ตั้งใจฝึกตนให้เป็นบัณฑิต แต่คนที่ไปชอบจับผิดชาวบ้านเขาเรียกว่า “เลิกวัด” ตั้งใจฝึกตนเป็นคนพาล ดูให้ชัดนะ เข้าวัดปฏิบัติธรรมแล้วก็ต้องจับหลักจับเกณฑ์ให้ดี ถ้าไม่จับหลักให้ดี เดี๋ยวก็จะเพี้ยนไป ไม่สมกับที่พวกเราเข้าวัดกันมาคนละนาน ๆ หลายปี มองกันตรงนี้ให้ชัดเจน
4.รักษาใจให้ใส เมื่อเกิดเหตุวุ่นวาย

ขณะนี้สังคมกำลังสับสนวุ่นวาย มีการทะเลาะกัน แตกแยกกันไม่ว่าจะเป็นสังคมโลก สังคมในหมู่บ้าน สังคมในตำบล สังคมในอำเภอ หรือสังคมในจังหวัดที่เราอยู่ ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่ค่อยลงตัวยังวุ่นวายอยู่ ผู้มีวิสัยของบัณฑิตควรมีหลักปฏิบัติตนอย่างไร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนไว้ว่า “เมื่อน้ำใส เรามองเห็นกุ้ง หอย ปู ปลาได้ชัด ถ้าน้ำขุ่น อะไรในน้ำมีมากแค่ไหนก็มองไม่เห็น”*ปณิหิตอัจฉวรรคที่ 5 องฺ.เอกฺก. 32/46/94-95(มมร.) เพราะฉะนั้น ในวาระที่สังคมวุ่นวาย ต้องทำใจให้ใสเป็นพิเศษ อย่าปล่อยให้หลุดไปตามกระแส มิฉะนั้น ใจจะยิ่งขุ่นมัวหนักขึ้น จึงมองปัญหาไม่ตรงตามความเป็นจริง เมื่อมองปัญหาไม่ตรงตามความเป็นจริง ก็จะตัดสินปัญหาด้วยอารมณ์ ทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายออกไปไม่สิ้นสุด กลายเป็นการก่อเวรกันไม่จบไม่สิ้น พวกเราเป็นชาววัดต้องระมัดระวังรักษาใจให้ใสในทุกสถานการณ์

5.ปล่อยวาง ถ้ายังแก้ไขปัญหาไม่ได้

มีข้อคิดที่โบราณท่านได้ยกตัวอย่างไว้ว่า เมื่อคนสองคนทะเลาะกันก็เหมือนดึงเชือกชักกะเย่ออยู่คนละข้าง ต่างฝ่ายต่างก็ดึงเต็มเหนี่ยว แต่ความจริง ถ้าใครปล่อยเชือกก่อน คนนั้นจะเป็นฝ่ายชนะทันที เพราะทันทีที่ฝ่ายหนึ่งปล่อยก่อนนั้น คนที่ดึงอยู่จะหงายท้องตึงลงไป

แต่คนส่วนมากไม่ค่อยยอมปล่อยเชือก เพราะพอปล่อยแล้ว เขาจะนึกไม่ออกว่าจะไปไหน จะทำอย่างไรต่อไป เพราะฉะนั้น ต่างคนจึงต่างดึงเชือกกันสุดชีวิตเลย สุดท้ายเลยตายทั้งคู่ ทั้งที่จริงแล้ว ใครปล่อยเชือกก่อน คนนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ เพราะเป็นฝ่ายหยุดการทะเลาะได้ก่อน ตั้งสติได้ก่อน ทำให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาขั้นต่อไปได้ก่อนนั่นเอง

เฉกเช่นเดียวกับคนที่ใจใส เขาจะเห็นวิธีแก้ไขปัญหาได้ก่อน จึงปล่อยวางจากการทะเลาะเบาะแว้งได้ก่อน แต่ถ้าใจขุ่น ปล่อยวางไม่ได้ดึงกันไปดึงกันมา ก็ไม่แน่ว่าใครจะแพ้หรือใครจะชนะ แต่มักจะแพ้กันทั้งคู่ ยิ่งถ้าใครใจขุ่นตลอดเวลา มุ่งแต่จะเอาชนะคะคานกัน โดยไม่ดูเหตุดูผลอะไร มักจะไม่เจอวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง เพราะมีแต่จะเอาชนะกัน แล้วก็จะทำสิ่งผิดพลาด กลายเป็นปัญหาบานปลายไม่รู้จบ เหมือนเดินวนอยู่ใต้สะดือทะเล

ดังนั้น ใครที่ทำใจให้ใสเป็นประจำ ก็จะมองออกว่าต้องทำอะไรต่อไป เมื่อปล่อยวางก่อน ปล่อยมือจากเชือกก่อน ก็จะปลอดภัย เราจึงต้องหมั่นรักษาใจให้ใสอยู่เป็นประจำ จะได้มองเหตุการณ์ทุกอย่างตามความเป็นจริง รู้จักหาทางออกจากการทะเลาะเบาะแว้ง โดยลดการ
กระทบกระทั่งลงหรือหลีกเลี่ยงการก่อบาปก่อเวรได้อย่างนุ่มนวล




6.จับแง่คิดเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท

หลวงพ่อได้เคยบอกพวกเราไว้หลายหนว่า เมื่อพี่น้องทะเลาะกันถึงแม้ว่าจะมีคนใดคนหนึ่งเป็นฝ่ายผิดอย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดี ๆ ก็จะพบว่า แม้คนที่ผิดอย่างชัดเจน ก็ไม่ผิดทั้งหมด เพียงแต่ว่าผิดมากหรือผิดน้อย เพราะว่าจริง ๆ แล้ว คนที่เป็นฝ่ายถูก ถ้ามีปัญญาสักหน่อย ก็สามารถพูดคุยจนกระทั่งคู่กรณียอมรับผิด หรือว่าเห็นความผิดของเขาเองได้ แต่ว่าเจ้าคนที่เป็นฝ่ายถูก กลับพูดไม่เป็น หรือไม่ทั้งคู่ก็เจ้าโทสะพอกัน ผลสุดท้ายคนที่ถูกก็ถูกสัก 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็ยังมีส่วนผิดอยู่ คือผิดที่อธิบายไม่เป็น ตรงนี้อยากฝากเป็นข้อคิดเตือนใจพวกเราเอาไว้

ในปีหนึ่ง ๆ มีคู่กรณีมาหาหลวงพ่อให้ตัดสินหลายคู่ บางทีก็เป็นพี่น้องกันบ้าง บางทีก็เป็นหุ้นส่วนกันบ้าง บางทีก็เป็นสามีภรรยากันบ้างเขามาฟ้องอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น หลวงพ่อฟังแล้วก็เห็นชัดว่าคนนั้นผิด คนนี้ถูก แต่ว่าอย่างที่บอก ไม่มีใครถูกทั้งหมด และไม่มีใครผิดทั้งหมด

ยกตัวอย่าง ภรรยามาพร้อมเรื่องสามีทั้งเจ้าชู้ ทั้งกินเหล้า  ทั้งใช้เงินเปลืองสารพัด  กรณีอย่างนี้จะให้หลวงพ่อตัดสินอย่างไร หลวงพ่อก็ตัดสินว่า “น่าเห็นใจนะ แต่ว่าคุณก็ผิดอยู่เรื่องหนึ่ง แล้วผิดหนักด้วย” เขาก็ถามว่า “ดิฉันเป็นภรรยา ตั้งใจดูแลครอบครัวทุกอย่าง จะเป็นฝ่ายผิดที่ตรงไหน” หลวงพ่อก็นิ่ง ๆ แล้วก็ตอบเขาไปตามตรงว่า “แล้วคุณโง่ไปคว้าเขามาเป็นสามีทำไม” คราวนี้ตัดสินง่ายเลย ชัดเจนดีไหม

เรื่องนี้ถือว่าเป็นข้อคิดเตือนสติก็แล้วกัน เวลาทะเลาะกัน ไม่มีใครผิดหรือใครถูกทั้งหมด จับแง่คิดให้ดี ๆ ทั้งฝ่ายถูกและฝ่ายผิด

www.dmc.tv

7.ไม่ว่ามีเหตุร้ายหรือดี ต้องเห็นคุณค่าและขวนขวายสร้างบุญ

สำหรับเรื่องนี้มีเหตุการณ์ดี ๆ อยู่หลายตัวอย่าง หลวงพ่อขอยกมาเล่าให้ฟังสักสามเรื่องก็แล้วกัน

7.1.ตุ๊กตาแป้งแตก เป็นเหตุให้สร้างบุญ

เรื่องแรก ขอให้นึกถึงเรื่องหลานสาวของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี*ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ 4, ขุ.เปต.อ. 49/31-36(มมร.) ร้องไห้เพราะทำตุ๊กตาแป้งตกแตก คนทั้งบ้านใครปลอบก็ไม่ยอมเลิกร้องไห้ แล้วทำอย่างไร

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับมาถึงพอดี จึงถามว่า “หลานเอ๊ย ร้องไห้ทำไม”
“ตุ๊กตาแป้งมันตกแตก” หลานสาวก็ตอบไปตามตรง

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็มีวิธีปลอบหลานสาวแบบเศรษฐี มีวิธีปลอบใจแบบพระโสดาบัน ท่านเลยบอกว่า “อ้าว จะไปร้องไห้ทำไม แค่ตุ๊กตาตกแตก”
“ก็ตุ๊กตานี่ เป็นลูกของหนู” หลานสาวก็ตอบตามภาษาเด็ก
แต่ท่านเข้าใจหลานสาวที่บอกว่า ตุ๊กตาเป็นลูกของเขา ซึ่งในความคิดของเด็ก เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตุ๊กตาเสียแล้ว ท่านจึงตอบว่า “อ๋อ ตุ๊กตาเป็นลูกของหลานหรือ ถ้าอย่างนั้น เราไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ตุ๊กตากัน”

หลานสาวได้ยินว่า ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ตุ๊กตา จึงหยุดร้องไห้ทันที แล้วท่านอนาถบิณ-
ฑิกเศรษฐีจึงให้นิมนต์พระวันละ 500 รูป ทำบุญติดต่อกัน 3 เดือน บางวันไปทำบุญที่วัด บางวันก็มาทำบุญที่บ้าน

ตามปกติแล้ว โดยส่วนตัวของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทำบุญให้ทานมากเป็นปกติขนาดนี้ พอถึงคราวกับลูกหลานตนเอง บางทีชวนไปทำบุญก็ไม่ไป มักมีข้ออ้างกัน ส่วนหลานสาวของท่านตามธรรมดาก็ไม่ค่อยจะไปทำบุญ แต่คราวนี้ความที่ชอบตุ๊กตามากแล้วแตกไป ท่านจึงอาศัยเหตุนี้ชวนหลานสาวให้ได้ทำบุญอย่างต่อเนื่อง

พวกเราลองคิดดูว่า คนที่ทำบุญกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ 500 รูป ต่อเนื่องกัน 3 เดือน บุญจะมากมายมหาศาลขนาดไหน แม้คน ๆ นั้นจะเป็นเด็กก็ตามที

ถามว่าท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเพี้ยนไปหรือเปล่า...ไม่เพี้ยน

ในมุมมองของพระพุทธองค์ ได้ตรัสเตือนไว้ว่า วิสัยของบัณฑิตนักปราชญ์ ไม่ว่าจะกระทบเรื่องอะไรที่ทำให้ใจขุ่นมัว จำเป็นต้องหาเหตุทำบุญให้ใจผ่องใส*ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ 4, ขุ.เปต. 49/89/30(มมร.)

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นตัวอย่างของผู้มีวิสัยบัณฑิต เป็นผู้หนักแน่นอยู่ในธรรม ที่บ้านท่านจะตั้งโรงทานไว้สำหรับเลี้ยงคนยากคนจนฟรี ยังไม่พอ ท่านยังสร้างวัดเชตวันไว้เลี้ยงพระวันละ 500 รูป ทั้งเช้าทั้งเพลอีก นอกจากนั้น เมื่อท่านเจอเรื่องกระทบกระทั่งอะไรก็ยังหาเหตุทำบุญให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

เจ้าหลานคนเล็กร้องไห้งอแงกับตุ๊กตา ก็เลยหาเหตุให้หลานทำบุญทุกวันต่อเนื่อง จึงได้บุญใหญ่เป็นบุญใหม่เพิ่มขึ้นมาในปัจจุบันอีก เมื่อโตขึ้นมาก็ไม่ต้องคำนวณกันว่า จะเป็นเศรษฐีใหญ่ต่อไปอีกขนาดไหน เพราะทำบุญกับเนื้อนาบุญ คือมีพระอรหันต์เต็มวัด แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงเป็นประธานให้อีกด้วย นี่คือวิธีแก้ปัญหาของคนมีปัญญา มีวิสัยบัณฑิต

7.2 ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เวลาใด อย่างไร ก็ทำบุญต่อเนื่อง

เรื่องที่สองเป็นเรื่องของมหาอุบาสิกาวิสาขา*ประวัตินางวิสาขามิคารมารดา, องฺ.เอกฺก.อ. 33/86-101(มมร.) ท่านบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ปี เป็นนักทำบุญมาข้ามภพข้ามชาติ ชาตินี้ก็ทำบุญตั้งแต่เล็กที่เพิ่งจำความได้ พ่อของท่านคือ ธนัญชัยเศรษฐีเป็น มหาเศรษฐีใหญ่ก็ทำบุญอย่างต่อเนื่อง แม้ปู่ของท่านคือเมณฑกเศรษฐีก็เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ของแคว้นมคธก็ทำบุญอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

เมื่อถึงคราวแคว้นโกศล เศรษฐกิจไม่ดี เพราะไม่มีมือเศรษฐกิจพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแคว้นโกศล ต้องการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ในฐานะที่พระองค์เป็นพระญาติกับพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธ จึงไปขอเมณฑกเศรษฐีจากแคว้นมคธ เพื่อมาแก้ไขภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เพราะที่แคว้นมคธมีเศรษฐีหรือว่ามีมือเศรษฐกิจอยู่หลายท่าน แต่พระเจ้าพิมพิสารได้ให้ธนัญชัยเศรษฐี ซึ่งเป็นลูกของเมณฑกเศรษฐีและเป็นพ่อของนางวิสาขามาแทน ทั้งธนัญชัยเศรษฐีและนางวิสาขาเลยต้องมาอยู่อีกแคว้นหนึ่งตามคำขอ ทำให้แคว้นโกศลเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา นี้ก็เป็นฤทธิ์ของการทำบุญอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังเล็ก

7.3 บ้านเมืองเกิดปัญหา เพราะบุญหย่อน ต้องเติมบุญ

เรื่องที่สาม เมื่อ 9 -10 ปีที่ผ่านมา คุณครูไม่ใหญ่ได้ทราบข่าวสถานการณ์ภาคใต้ ที่พระภิกษุและชาวพุทธถูกฆ่า วัดถูกเผา ทางราชการมองการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไรของราชการ แต่ว่าในฐานะที่เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา คุณครูไม่ใหญ่ท่านมีมุมมองว่าอย่างไร

ท่านมองสถานการณ์ภาคใต้วุ่นวายอย่างนี้ แสดงว่าโดยภาพรวมคนไทยทั้งแผ่นดินมีบุญหย่อนไป เพราะฉะนั้น จะต้องหาทางเติมบุญลงไปในใจของคนไทยทั้งแผ่นดินให้มากที่สุดและให้เร็วที่สุด

ตักบาตรพระ 30,000 วัด
www.dmc.tv

คำถามคือ แล้วจะทำอย่างไรให้มากที่สุดและเร็วที่สุด ?

ท่านแก้ไขด้วยการจัดตักบาตร โดยนิมนต์พระมาครั้งละเป็นพันรูป เป็นหมื่นรูป แล้วให้ประชาชนมาตักบาตรร่วมกัน ก็เลยกลายเป็นว่าพระได้บำเพ็ญหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญเต็มที่ ส่วนญาติโยมก็ทำบุญทำทานกันเต็มที่ แล้วการตักบาตรก็ทำต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่ละครั้งเป็นหมื่นรูปบ้าง สองหมื่นรูปบ้าง สามหมื่นรูปบ้าง สี่หมื่นรูปบ้าง กลายเป็นว่าทำบุญตักบาตรพระกันเป็นล้าน ๆ รูปต่อปี เพราะฉะนั้น เมื่อบุญในตัวคนไทยโดยภาพรวมเพิ่มขึ้น ก็ทำให้เรายังรักษาภาคใต้เอาไว้ได้

แม้เหตุการณ์ยังไม่สงบดี แต่ยังรักษาเอาไว้ได้ ใครจะมาตัด มาทำลายไปไม่ได้ ส่วนที่ว่าจะให้สถานการณ์สงบลงเด็ดขาด นั่นเป็นเรื่องของการปกครองทางโลก ทางรัฐบาล ทางข้าราชการ ใครมีหน้าที่อะไรก็แก้ไขกันไป ส่วนทางธรรมก็เติมบุญลงไป

การช่วยเหลือปัญหาภาคใต้ด้วยวิธีการเติมบุญนี้ เป็นการลงไปช่วยในฐานะที่เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นการช่วยในฐานะที่เป็นชาววัดชาวพุทธด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้นิมนต์พระ 30,000 วัดทั่วประเทศมาเป็นเนื้อนาบุญให้ได้ถวายไทยธรรมเป็นสังฆทานให้ยิ่งขึ้นไปอีก นี้ก็เป็นตัวอย่าง เป็นวิธีของชาววัดหรือวิสัยบัณฑิต



8. มีข้อบกพร่องรีบแก้ไข มีข้อดีให้ทำยิ่งขึ้นไป

ขณะนี้ทั่วโลกมีเหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ สารพัด ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งได้สะท้อนถึงกระแสวิบากกรรมโดยรวมของทั้งโลก กระแสกิเลสโดยรวมของคนทั้งโลก เพราะกระแสกิเลสกับกระแสกรรมโดยรวมนี้เองที่เป็นตัวกำหนดเหตุการณ์ร้าย ๆ ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ในฐานะที่เราเป็นชาววัดควรสำรวจตรวจสอบตนเองให้มากยิ่งขึ้นว่า

1.เรายังมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง แล้วรีบแก้ไขเสีย
2.มีข้อดีอะไรบ้าง พบแล้วรีบทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

ทั้งนี้เพราะบัณฑิตมีการพิจารณาแก้ไขตัวเองเป็นกำลัง ไม่เพ่งโทษใคร มีแต่จะเพ่งโทษตัวเอง และแก้ไขตัวเองให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อจะได้ไม่มีโทษ ไม่มีพิษ ไม่มีภัยติดตัวข้ามชาติไป ส่วนคนพาลมีการเพ่งโทษจับผิดคนอื่นเป็นกำลัง

อนึ่ง เมื่อเราลดกระแสกิเลสในตัวเราลงได้ ก็เหมือนกับเราชักฟืนออกจากเตาไฟที่กำลังเผาโลกให้วุ่นวาย เมื่อลดกระแสกิเลสจากตัวเราได้คนหนึ่ง ก็สามารถลดกระแสกิเลสและกระแสกรรมโดยรวมได้คนหนึ่ง ทั้งยังเป็นการเติมบุญให้แก่ตนเองและเติมบุญให้แก่โลกด้วย




9.ปฏิบัติความดีสากล

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นบัณฑิต ควรปฏิบัติ “ความดีสากล” ให้คุ้นเคยจนเป็นปกตินิสัย

ความดีสากล คือ ข้อปฏิบัติทางกาย วาจา ใจ ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และทุกลัทธิความเชื่อ ซึ่งต้องฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนกระทั่งเป็นนิสัย เพื่อคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของผู้นั้นเอง ประกอบด้วยความดี 5 เรื่องด้วยกัน คือ

1.นิสัยรับผิดชอบต่อความสะอาด
2.นิสัยรับผิดชอบต่อความเป็นระเบียบ
3.นิสัยรับผิดชอบต่อความสุภาพ
4.นิสัยรับผิดชอบต่อการตรงต่อเวลา
5.นิสัยรับผิดชอบต่อการมีจิตเป็นสมาธิ

ความดีสากล เริ่มที่ความสะอาด จะต้องรักษากันตลอดชีวิต แล้วจะเป็นผลให้ต้องรักษาความเป็นระเบียบ สุภาพ ตรงต่อเวลา และการฝึกสมาธิ

ทำไมต้องรักษาความสะอาด

เพราะความสกปรกโสโครกออกจากตัวมนุษย์ทุกวัน ทุกอนุวินาที เพราะฉะนั้น ความสะอาดจึงจำเป็นจะต้องรักษาตลอดชีวิต ถ้าไม่รักษา มันก็สกปรกพอกพูนจนโสโครกขึ้นไปอีก

พอสกปรกเดี๋ยวมันก็ไม่มีระเบียบ เมื่อไม่เป็นระเบียบ มันก็มีแต่เพิ่มความสกปรกรกรุงรัง เพิ่มความโสโครกมากขึ้นไปอีก

แล้วตราบใดที่ยังอยู่กับคน ก็ต้องปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพไปตลอดชาติหนึ่ง ๆ

นอกจากปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพแล้ว ก็ยังต้องรักษาเวลาให้ดีมิฉะนั้น ถ้าไม่ตรงเวลา ก็ต้องมีข้ออ้าง มีข้อแก้ตัว มีคำโกหก คำพูดก็พัง ความสุภาพก็พัง สังคมก็พัง เศรษฐกิจก็พัง แต่ว่ากิเลสในใจเรา กลับโตวันโตคืน ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องฝึกความตรงต่อเวลาในชาตินี้ตลอดทั้งชาติเลย

สมาธิก็ต้องทำทั้งชาติ หนีไม่ได้ แต่ก็นั่งสมาธิไม่ใช่งานหนัก เป็นงานที่ทุกคนทำได้ และก็ต้องทำสมาธิกันไปตลอดชาติ

ความดีสากลทั้งห้าข้อนี้ เมื่อเราทำได้ตลอดชีวิตแล้วล่ะก็ มันก็จะกลายเป็นนิสัย แล้วพัฒนาเป็นคุณธรรม เป็นศีลธรรม เป็นธรรมะ เป็นบารมีที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป กลายเป็นวิสัยบัณฑิตที่มีความชำนาญในการรักษาใจให้ผ่องใสเป็นปกติ ฝังอยู่ในใจเราอย่างนี้ไปข้ามภพข้ามชาติ นี่คือความสำคัญของความดีสากลทุกข้อ ที่จะเพิ่มพูนวิสัยบัณฑิตให้แก่ตัวเรา เพื่อเป็นพื้นฐานรองรับการเข้าถึงธรรมของเรา จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้เลยทีเดียว


พระธรรมเทศนา...โดยหลวงพ่อทัตตชีโว

กราบขอบพระคุณ :
พระธรรมเทศนา...โดยหลวงพ่อทัตตชีโวเรื่อง "บทฝึกวิสัยบัณฑิตส่วนบุคคล"
ภาพประกอบบลอค

ประโยชน์ที่ได้รับ...จากการทำสมาธิ

    สมาธิก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง บางคนหากไม่ได้สังเกตก็อาจไม่ทันรู้ตัวว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นผลมาจากสติปั...