วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2562

UG5...สำคัญต่อการขยายกิจการอย่างไร?


วันนี้ขอน้อมนำโอวาทอันทรงคุณค่าของหลวงพ่อทัตตชีโว เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฝึกฝนอุปนิสัยตนเองจากบทฝึก UG5 หลักความดีพื้นฐานสากล 5 ประการ คือ ความสะอาด สุภาพ นุ่มนวล ตรงต่อเวลา มีสติตั้งมั่น ที่จะเป็นหลักในการสร้างความสำเร็จต่อการขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอย่างไรของเราต่อไปในอนาคต มาศึกษากันเลยค่ะ

UG5 สู่นวัตกรรม 3 ส โรงเรียนวัดบึงบัว กรุงเทพฯ


หลักการขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม

ถาม
การได้มาร่วมงานเด็กดีวีสตาร์ ได้เห็นการบริหารจัดการที่ดี ทำให้การรวมตัวกันของนักเรียนเป็นแสน ๆ คน ดำเนินไปได้อย่างดี จึงใคร่รู้ว่าวัดมีหลักการอย่างไรในการจะวัดศักยภาพการทำงานของเราว่าจะมีพอรองรับงานขนาดไหน ผมจะได้นำไปเป็นแนวทางในการตัดสินใจขยายกิจการว่าควรขยายหรือไม่

หลวงพ่อ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้มนุษย์รู้ความจริงว่า ชีวิตของคนจะเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงอยู่ที่บุญและบาป บุญเป็นพลังงานสะอาดที่ส่งเสริมให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง บาปเป็นพลังงานสกปรกที่ทำให้ชีวิตขัดสนและพบเจออุปสรรค บุญและบาปเป็นผลจากกรรมหรือการกระทำของคนเราที่ทำไว้นั่นเอง

หลักในการตัดสินใจว่าควรจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรอยู่ตรงที่ถ้าทำแล้วได้ทำบุญเพิ่มก็ควรทำ แต่ถ้าทำอะไรแล้วเป็นเหตุให้ไม่ได้ทำบุญ บางทีกลับต้องทำบาปเพิ่มขึ้นมา สิ่งนั้นก็ไม่ควรทำ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้มนุษย์ยึดหลักในการดำเนินชีวิตอย่างมีประโยชน์ 3 ประการ ได้แก่


   1. ละชั่ว เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นบาปกรรมทุกชนิดไม่ทำอีกเด็ดขาด


  2. ทำดี เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นความดี เป็นบุญกุศล เพียรพยายามทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป


    3. ทำใจให้ผ่องใส ใจใสเป็นใจที่มีคุณภาพเป็นต้นแหล่งของการคิด พูด ทำ ความดีทุกชนิด มนุษย์จะเข้าถึงธรรมจะบรรลุธรรมได้และสามารถกำจัดกิเลสซึ่งเป็นต้นเหตุให้ทำบาปกรรมให้สิ้นไปก็ด้วยการบำเพ็ญสมาธิ(Meditation)ภาวนา กลั่นใจให้ใส

ดังนั้น ในวิถีชีวิตประจำวันจึงมีกิจวัตรกิจกรรมที่ทำแล้วส่งเสริมให้มนุษย์ดำเนินไปตามหลักการดำเนินชีวิตดังกล่าว ได้แก่ ให้ทานรักษาศีล และเจริญภาวนา





ชาวไทยนับถือพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งที่ระลึกสูงสุดของชีวิตมาแต่บรรพบุรุษ แต่โบราณจึงปรากฏคำพูดที่เตือนใจถึงกิจวัตรประจำวันนี้ว่า “เช้าใดไม่ได้ทำทาน อย่าเพิ่งทานข้าว วันใดยังไม่ได้อาราธนารักษาศีล อย่าเพิ่งออกจากบ้าน คืนใดยังไม่ได้นั่งสมาธิเจริญภาวนาอย่าเพิ่งเข้านอน”


เมื่อทราบหลักการตัดสินว่า การกระทำชนิดใดควรทำและไม่ควรทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชีวิตแล้ว ให้เรามาพิจารณาว่า กิจการของเราแม้ได้ผลกำไรดี น่าจะขยายกิจการ แต่ถ้าขยายแล้วทำให้เราไม่มีเวลาสั่งสมบุญ ไม่ได้ทำบุญเพิ่มขึ้น บางทีอาจจะเป็นเหตุให้เราสร้างนิสัยไม่ดี เป็นทางเจริญของบาปอกุศลต่าง ๆในใจเรา ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อชีวิตโดยรวม ก็ไม่ควรจะขยายกิจการ แต่ถ้าหากขยายกิจการแล้วเรายังมีเวลาสั่งสมบุญเพิ่มขึ้นไปอีก ก็เป็นการดี แสดงว่าศักยภาพของเรามีเหลือล้น ควรจะขยายกิจการต่อไป 

ต่อเมื่อใดที่สังเกตว่า เรามีเวลาสั่งสมบุญสร้างความดีต่าง ๆ ลดลง และนิสัยไม่ดีใจขุ่น ๆ กำลังเกิดขึ้นกับเรา ให้รู้ตัวว่าการงานของเรากำลังเกินศักยภาพ ต้องหยุดทบทวนตรวจตราดูการกระทำของเราทั้งกาย วาจา ใจและหันกลับมาเคี่ยวเข็ญตัวเองให้สะอาดกายวาจาใจให้ดี เมื่อสามารถจัดระเบียบกายวาจาใจของเราได้ดีขึ้น ศักยภาพของเราก็จะเพิ่มขึ้น เราจะมีเวลาสำหรับสั่งสมบุญ สร้างความดีได้อีก ทั้งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเมื่อนั้นเราก็จะพร้อมเดินหน้าขยายกิจการงานของเราอีกต่อไป


นี้เป็นวิธีตรวจเช็กศักยภาพของคนเราว่าพร้อมสำหรับการทำประโยชน์ให้ชีวิต ทำความเจริญก้าวหน้าในชีวิตแค่ไหน เรื่องสำคัญของคนเราในชีวิตนี้ จะทำบุญเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหนยังไม่รู้ แต่เบื้องต้นแล้วจำเป็นจะต้องปิดกั้นการทำบาปให้ได้ก่อน ทำอย่างไรจึงจะปิดกั้นการเกิดบาปอกุศล บาปอกุศล คือ ความสกปรกของกายวาจาใจ จะไม่ให้บาปอกุศลเจริญเราจะทำอย่างไร? เริ่มต้นต้องมาพิจารณาก่อนว่า ความสกปรกเกิดขึ้นได้อย่างไร ความไม่สะอาดในโลกนี้มาจากไหน คำตอบคือมาจากคน และความไม่สะอาดที่ออกมาจากตัวคนก็เป็นอาหารสัตว์ได้ทั้งนั้น อาหารที่เราจะกินเข้าไปก็เป็นของชอบของสัตว์เล็กสัตว์น้อยเช่นกัน ไม่ว่าความสกปรกใด ๆ ที่มีอยู่ในบ้านมนุษย์นั้นล้วนเป็นอาหารสัตว์ได้หมด



ความสกปรกของร่างกายที่ออกมาสู่ภายนอกนี้ ส่งผลให้กายวาจาใจของคนเราสกปรกได้ เพราะที่ไหนสกปรก ที่นั้นมีอาหารให้สัตว์เล็ก ๆ ออกมาหากิน คนเราเวลาเจอสัตว์พวกนี้ ก็คิดว่ามันมารบกวน มารุกรานมาอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ของมัน และมักจะคิดกำจัดแล้วก็เลือกจะจัดการด้วยวิธีเร่งด่วนด้วยการกำจัดให้สิ้นไป การกระทำที่เป็นบาปอกุศลคือการฆ่าจึงเกิดขึ้นในครัวเรือนมนุษย์ทั่วไป การฆ่า คือความสกปรกของการกระทำทางกาย นอกจากการฆ่าสัตว์ที่เป็นบาปเกิดขึ้นแล้ว ยิ่งกว่านั้นบาปที่เกิดขึ้นอีกก็คือการเพาะนิสัยตัวเองให้มองเห็นแต่ความผิดของผู้อื่น เมื่อเกิดความผิดพลาดใด ๆ ก็จะเอาแต่โทษคนอื่นไม่หยุดคิดหยุดมองตัวเองว่าเป็นสาเหตุของความผิดพลาดนั้นอย่างไรบ้าง เมื่อสกปรกแล้วมดมารบกวน แทนที่จะดูตัวเองว่าก่อความสกปรกไว้เป็นเหยื่อล่อให้มดเข้ามา กลับมองเห็นแต่ว่ามดผิดที่เข้ามารบกวน และจะคิดแก้ปัญหาด้วยการกำจัดให้สิ้นไป เมื่อแก้ไขปัญหาไม่ตรงที่สาเหตุ จึงต้องประสบกับปัญหาใหม่ไม่มีวันหมด




ที่ไหนสกปรก ที่นั้นมีข้าวของอะไรก็จะจัดให้เป็นระเบียบไม่ได้ เมื่อไม่จัดให้เป็นระเบียบ จะหยิบก็ไม่ง่าย หายไปก็ไม่รู้ แลดูก็ไม่งามตา เป็นการใช้ข้าวของอย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ปล่อยให้ถูกแดด ลม ฝน ข้าวของก็เก่าเร็ว เสียเร็วแตกหักพังง่าย สูญทรัพย์โดยไม่จำเป็น และยิ่งกว่านั้น คนอื่นเขาจะนึกว่าเจ้าของไม่ต้องการแล้ว คนโน้นก็หยิบไป คนนี้ก็หยิบไป ของก็เลยหาย เมื่อของหยิบง่ายหนักเข้าๆ ก็ดึงดูดให้ขโมยมาใกล้ ของก็หายบ่อย พอของหายก็มักจะมองไม่ออกว่าเป็นเพราะเราไม่จัดระเบียบเอาแต่โทษว่าแถวนี้ทำไมมีแต่ขี้ขโมย



ที่ไหนสกปรก ที่นั้นไม่มีระเบียบ ลุกลามมาถึงความไม่สุภาพ เมื่อข้าวของระเกะระกะไม่เป็นที่เป็นทาง แม้ที่จะนั่งก็นั่งไม่ลง ที่จะยืนก็ไม่สะดวกไม่อยากยืน แล้วสกปรกรกรุงรังด้วย เดี๋ยวมดมา เดี๋ยวยุงมา ก็เลยยืนไม่ระวังนั่งไม่ระวัง เดินไม่ระวัง อิริยาบถใด ๆ ก็มักง่ายไปหมด สถานที่เช่นนั้นก่อให้อารมณ์เสียได้ง่าย หงุดหงิดใจง่าย ถ้าเพศเดียวกันเห็นก็เกิดอาการเขม่น ไม่ชอบใจ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้ง่าย ถ้าต่างเพศเห็นกิริยาอาการที่ไม่ระมัดระวังนั้น ก็กระตุ้นให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศได้ง่าย



ความสกปรกก่อให้เกิดความไม่มีระเบียบและความไม่สุภาพตามมาเป็นขบวน ต่อจากนี้ที่จะหวังว่าคนที่มีนิสัยดังกล่าวติดตัวแล้วจะยังตั้งใจทำอะไรให้ดี ก็เป็นอันหวังไม่ได้ การตรงต่อเวลาเมื่อจะทำการงานต่าง ๆ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะอารมณ์ดีหมดไปแล้ว จึงไม่คิดที่จะทำอะไรให้ดี


เมื่อความสกปรกลุกลามมาถึงการไม่ตรงเวลา ก็จะมีคนโกหกเพราะต้องการแก้ตัวว่าทำไมไม่ตรงเวลาพระพุทธองค์ทรงให้สติเราว่า แม้อาบน้ำวันละร้อยครั้ง ถ้ายังฆ่า ยังลักขโมย ยังประพฤติผิดในกาม ก็เรียกว่ากายไม่สะอาด หากคนเราจะอาบน้ำหรือไม่อาบน้ำก็ตาม แต่ไม่ฆ่า ไม่ลักไม่ประพฤติผิดในกามแล้ว คนนี้เรียกว่ากายสะอาดถึงจะแปรงฟันวันละพันครั้ง แต่ยังโกหกยังพูดให้เขาทะเลาะกัน ยังชอบด่า ยังชอบนินทา ปากก็ยังไม่สะอาด แต่ถึงจะแปรงฟันหรือไม่แปรงฟัน แต่ถ้าไม่พูดโกหกแล้ว ไม่ยุให้เขาทะเลาะกัน ไม่ด่าใคร ไม่นินทาใคร ผู้นั้นก็ชื่อว่าปากสะอาด จากการปล่อยปละละเลยความสกปรกส่วนตัว ก่อให้เกิดนิสัยความไม่มีระเบียบ ความไม่สุภาพ และเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา


เมื่อบุคคลที่มีนิสัยส่วนตัวอย่างนี้ แต่งงานมีครอบครัวไปก็จะทำให้ชีวิตแต่งงานไม่ราบรื่น บ้านสกปรกรกรุงรัง อยู่ก็ไม่มีความสุข เสร็จจากทำงานแล้วก็ไม่อยากกลับบ้าน ออกเที่ยวเตร่หาความเพลิดเพลิน คบเพื่อนเที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน เสพยา เที่ยวผู้หญิง หรือหาบ้านใหม่นี้เป็นปัญหาในบ้านที่เกิดจากการบ่มเพาะของนิสัยไม่รักการทำความสะอาดแม้ว่าจะอดทนประคับประคองครอบครัวไปได้จนมีลูก พ่อแม่อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าการจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีจะต้องเริ่มจากตรงไหน ทำได้แต่คาดหวังว่า ขอให้ลูกเป็นคนดี ลูกอยากได้อะไรก็ตามใจลูก ซึ่งก็คงจะไม่สมหวัง เพราะนิสัยของคนไม่ได้เกิดจากการคิดปรารถนา แต่เกิดจากการบ่มเพาะจากพ่อแม่ผู้ให้การเลี้ยงดูแนะให้ทำนำให้ลูกดูด้วยความรักความเอาใจใส่


การเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีต้องเริ่มจากความสะอาดของร่างกายและสิ่งแวดล้อม ดูแลการขับถ่ายของลูกให้ดี อาบน้ำล้างหน้าให้เกลี้ยงนอนในที่นอนสะอาด เสื้อผ้าสะอาด ดูแลการกินนอนให้เป็นเวลา เด็กจึงจะมีอารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส อารมณ์ดีแล้วเด็กจึงจะพร้อมฟังพ่อแม่สอนสั่งให้คุ้นเคยกับการทำความสะอาด การจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ ความสุภาพ และการตรงเวลาถ้าปล่อยให้เด็กคุ้นเคยอยู่กับความสกปรกมอมแมม เขาจะเป็นเด็กอารมณ์ไม่ดี ไม่เป็นระเบียบ ไม่สุภาพ เล่นกับเพื่อนก็มักทะเลาะกับเพื่อน การกินการนอนมักไม่เป็นเวลา พ่อแม่จะสอนสั่งอะไรก็ไม่เป็นผลเท่าไร เพราะเด็กอารมณ์เสียตั้งแต่เล็ก ต่อให้ใครพูดใครเตือนก็มักไม่เชื่อฟังการปิดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เจริญ เราก็ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองให้มีกาย วาจา ใจ สะอาดเพิ่มขึ้นไปอีก ก็ใช้หลักการเดียวกับการฝึกเด็กคือ การกลับมาเช็กดูว่า การกระทำของเราที่ชักไม่ค่อยสะอาดนี้ เราจะทำให้ดีกว่านี้อย่างไรการงานของเราที่จัดระเบียบไม่ค่อยได้ เราจะจัดระเบียบให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร ที่เราไม่ค่อยสุภาพ เราจะสุภาพกว่านี้ได้อย่างไร เราจะรักษาความตรงเวลาได้อย่างไร




ประการสำคัญเราต้องหยุดใจให้มาก นั่งสมาธิให้มากขึ้น กำลังใจในการทำความดีจะเพิ่มพูนขึ้นมา แล้วการแก้ไขตัวเองจะทำได้ดีขึ้น ผลสุดท้ายเราก็จะมีโอกาสมีเวลาสั่งสมบุญเพิ่มขึ้นได้อีก

ดังนั้น ตราบใดที่วิถีชีวิตประจำวันของเรายังสามารถละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใสได้ทั้ง 3 ประการ เราจะขยายกิจการไปสักเท่าไรก็สามารถทำได้ แต่ถ้าการขยายกิจการนั้นซึ่งเท่ากับเราต้องทำงานเพิ่มขึ้น ใช้เวลาทำงานมากขึ้น แล้วกระทบต่อเรื่องสำคัญของชีวิต 3 ประการ เราคงต้องหันกลับมาปรับปรุงศักยภาพของตนเองให้พร้อมก่อน จึงจะพร้อมสำหรับการขยายงานต่อไป

โอวาท หลวงพ่อทัตตชีโว
จากวารสารอยู่ในบุญฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2559


ขอกราบขอบพระคุณที่มาของความสมบูรณ์บลอค :
โอวาทของหลวงพ่อทัตตชีโว : หลักการขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม


วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562

การสั่งสมบุญนำสุขมาให้



บุญคืออะไร ให้ผลอย่างไร

บุญ คือ สิ่งที่ชำระจิตสันดานให้หมดจด บุญจึงมีลักษณะเป็นความถูกต้อง ความดีงาม ซึ่งเมื่อใครทำแล้วจะมีความสุขกาย สบายใจ มีความเจริญก้าวหน้า จนถึงเป็นเหตุให้ถึงสุคติภูมิ และเป็นเหตุให้ถึงความสิ้นกิเลสได้

บุญกิริยาวัตถุ หมายถึง เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ เมื่อทำแล้วจะได้รับผลเป็นความสุข ถ้าแบ่งโดยย่อมี 3 ประการ ( ทาน ศีล ภาวนา) โดยพิสดารมี 10 ประการ คือ

1. ทานมัย                      บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน
2. สีลมัย                        บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
3. ภาวนามัย                  บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
4. อปจายนมัย               บุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน
5. เวยยาวัจจมัย             บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น
6. ปัตติทานมัย               บุญสำเร็จด้วยการแผ่ส่วนบุญ
7. ปัตตานุโมทนามัย       บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาผลบุญ
8. ธัมมัสสวนมัย             บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
9. ธัมมเทสนามัย            บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
10.ทิฏฐุชุกรรม               บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ตรง

บุญ คือ พลังแห่งความดี พลังแห่งความบริสุทธิ์ที่เรากระทำด้วยกาย วาจา ใจ

ทางมาแห่งบุญมี ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น บุญแต่ละอย่างมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ให้ผลไม่เหมือนกัน 


ทานทำให้รวย


 ศีลทำให้สวย ให้หล่อ 

ภาวนาทำให้ฉลาด


 เราจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วให้ได้ผลครอบจักรวาลทั้งหมด ไม่ได้ ต้องทำให้ครบทุกอย่างเหมือนรับประทานอาหารก็ต้องทานให้ครบทั้ง 5 หมู่ ร่างกายจึงเจริญเติบโต แข็งแรง


เมื่อเราจะมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ซึ่งต้องอาศัยบารมีมาก เราก็ต้องสั่งสมบุญให้มากๆ ละบาปอกุศล แล้วก็ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส เราจะละบาปอย่างเดียว แล้วไม่สั่งสมบุญกุศลไม่ได้
ชาวโลกมักจะคิดเอาเองว่า เราไม่ได้ทำความชั่วอะไร ไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้รบกวนใครอย่างนี้ก็ดีแล้ว ทั้งทีบางทีเขายังไม่รู้เลยว่า อะไรคือชั่ว ความจริงแล้วยังอยู่ในระดับละชั่ว แต่ยังไม่ได้ทำความดี การทำความดีมันต้องทำเพิ่มเติมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น

ทำไมเราต้องทำบุญ




บุญที่เราทำในชาตินี้ จะส่งผลให้เรามีอุปกรณ์ในการสร้างบารมีต่อไปในภพเบื้องหน้าอย่างสะดวกสบาย ง่ายดายกว่าการสร้างบารมีในชาตินี้ และบุญส่วนหนึ่ง จะไปตัดรอนแก้ไขวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ ที่เราดำเนินชีวิตผิดพลาดในชาติอดีตที่ผ่านมานับชาติไม่ถ้วน นับเรื่องกันไม่ถ้วน รวมทั้งชาติปัจจุบันนี้ด้วย

ทำบาป 1 ครั้ง ต้องชดใช้หลายครั้ง เราคงได้ยินคำว่า 500 ชาติบ้าง 1,000 ชาติบ้าง ขึ้นอยู่กับว่า ทำหนักหรือเบา ทำกับใคร ถ้าทำบาปกับผู้มีศีลมีธรรม ก็เป็นครุกรรมหรือกรรมหนัก ถ้าทำกับผู้ไม่มีศีลไม่มีธรรม ก็เป็นกรรมเบาบางลงมา เพราะฉะนั้นกระแสวิบากจึงสั้นยาวไม่เท่ากัน แล้วชาติหนึ่งทำตั้งหลายครั้ง หลายเรื่อง หลายคน ทำกับสัตว์บ้าง กับคนบ้าง กับผู้มีพระคุณบ้าง เพื่อนมนุษย์บ้าง วิบากกรรมเหล่านี้จะเป็นผังสำเร็จติดอยู่ตรงกลางกาย แล้วไม่สับสนด้วย มันเซตเรียงตัวเหมือนเซตโปรแกรมเครื่องไว้ ต้องทำอย่างนี้ อันไหนจะให้ผลก่อน อันไหนจะให้ผลหลัง อันไหนให้ผลยาว อันไหนให้ผลสั้น 


 ตัวอย่างการทำกรรมหนักกับผู้มีศีล


บุญที่เราทำจะไปตัดรอนวิบากกรรมวิบากมาร คำว่า ตัด ไม่ใช่เหมือนเอามีดไปหั่น ไปตัด แต่มันจะเข้าไปขจัดวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ เช่น บาปกรรมที่จะทำให้เราไปเกิดเป็นผู้หญิงหรือเป็นกะเทย หรือมีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง หรือตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น วิบากกรรมเหล่านี้ก็จะเบาบางเจือจางไป บางอย่างหนักก็เป็นเบา บางอย่างเบาก็เป็นหาย





แล้วก็เซตโปรแกรมใหม่ ให้เรามีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ คือ รูปร่างทั้งสวย ทั้งหล่อ แข็งแรง อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีโรคน้อย มีทรัพย์สมบัติที่ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย คุณสมบัติก็มีความรู้ดี ความสามารถดี มีความประพฤติดี เฉลียวฉลาด มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน เป็นต้น

เพราะฉะนั้น บุญที่เราทำจะทำให้เรามีอุปกรณ์ในการสร้างความดี สร้างบารมีในภพชาติเบื้องหน้า อีกส่วนหนึ่งจะไปแก้วิบากกรรมซึ่งวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ติดมา ให้เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ไปแก้กัน

บุญเท่านั้นจึงจะไปขจัดบาปได้ ล้างบาปได้ และต้องทำด้วยตัวเองด้วย

ดังนั้นเมื่อทราบถึงอานุภาพแห่งบุญว่าอำนวยผลแต่สิ่งดี จึงควรรีบเร่งทำบุญเสียแต่ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะการทำบุญ คือ ความดีนอกจากเป็นการกำจัดความตระหนี่ในใจของตนแล้ว ยังเป็นมาตรฐานที่จะนำตนให้ขึ้นสู่มรรคผลและนิพพาน อันเป็นดินแดนเกษมอย่างยอดเยี่ยมต่อไป.

ดังพุทธศาสนสุภาษิต ความว่า


อิธ  โมทติ  เปจฺจ  โมทติ     กตปุญฺโญ  อุภยตฺถ  โมทติ
โส  โมทติ  โส  ปโมทติ     ทิสฺวา  กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน.

ผู้ทำบุญแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละไปแล้ว ย่อมบันเทิง ชื่อว่า
ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง, เขาเห็นความบริสุทธิ์แห่งกรรม
ของตนแล้ว  ย่อมบันเทิงปราโมทย์.

ที่มา : ขุททกนิกาย  ธรรมบท (ขุ. ธ.)


กราบขอบพระคุณที่มาของความสมบูรณ์บลอค :

บทความโอวาท "คำตอบ" คุณครูไม่ใหญ่(เล่มที่ 1) หน้า 134-136
บทความหนังสือเรียนนักธรรมโท เรียงความแก้กระทู้ธรรมหน้า 207-208






วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562

วัดพระธรรมกายเตรียมถุงยังชีพเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม





สืบเนื่องเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562   วัดพระธรรมกายได้จัดให้มีพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งเพื่อฉลองพระบวชใหม่ โครงการอุปสมบทพระธรรมทายาทรุ่นบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ 5,000 รูป ซึ่งงานนี้ได้มีศรัทธาสาธุชนที่มาร่วมพิธีตักบาตรอย่างเนืองแน่นนับแสนคนเต็มทั้งลานธรรม พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ วัดพระธรรมกาย สร้างความปลื้มปิติใจต่อผู้มาร่วมพิธีตักบาตรและผู้ได้พบเห็นทั่วทั้งโลกเป็นยิ่งนัก




อาหารตักบาตรที่ได้จากงานพิธีตักบาตรฉลองพระบวชใหม่ โครงการอุปสมบทธรรมทายาทรุ่นบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์นี้ วัดพระธรรมกาย ได้ช่วยกันจัดเตรียมบรรจุใส่ถุงยังชีพ เพื่อเตรียมนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั่วทั้งประเทศ 

























ครั้งนี้ได้เปิดศูนย์รับบริจาคข้าวสารอาหารแห้งของใช้จำเป็นต่อการยังชีพ   ที่หอฉันคุณยายอาจารย์ฯ วัดพระธรรมกาย ทุกวันตั้งแต่เวลา  07.30 -18.00 น.
สนใจสอบถามเพิ่มเติม 02-8311000






เรียนเชิญผู้ใจบุญทุกท่านร่วมบุญนำข้าวสารอาหารแห้งมาบริจาคได้ทุกวัน ที่ศูนย์รับบริจาควัดพระธรรมกายต่อไป เพื่อจักนำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่ประสบอุทกภัยทั่วทั้งประเทศ ที่กำลังรอธารน้ำใจจากพวกเราชาวไทยและชาวโลก 

อานิสงส์ จะส่งผลให้คนผู้นั้นมียศใหญ่เป็นที่นับหน้าถือตาได้เป็นเจ้าคนนายคนปกครองคนในภายภาคหน้าไม่ตกต่ำเป็นขี้ข้าทาสบริวารใคร  จะไปอยู่ ณ ที่แห่งหนใดจะได้รับแต่ความสุขความสะดวกสบาย ความทุกข์ความยากจะไม่ได้เจอะเจอ และจะเป็นที่รักของมนุษย์และเทพเทวาทั้งหลาย ตลอดไปทุกภพทุกชาติตราบเข้าสู่พระนิพพาน 

ดังพุทธศาสนสุภาษิต ความว่า

อคฺคสฺมึ  ทานํ  ททตํ          อคฺคํ  ปุญฺญํ  ปวฑฺฒติ
อคฺคํ  อายุ  จ  วณฺโณ  จ     ยโส  กิตฺติ  สุขํ  พลํ.
เมื่อให้ทานในวัตถุอันเลิศ บุญอันเลิศ  
อายุ  วรรณะ ยศเกียรติ สุข และกำลังอันเลิศ ก็เจริญ.

ที่มา : ขุททกนิกาย  อิติวุตตกะ (ขุ. อิติ.)





ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก

ขอกราบอนุโมทนาบุญท่านมหาเศรษฐีผู้ใจบุญทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้ สาธุค่ะ




กราบขอบพระคุณที่มาของความสมบูรณ์บลอค :
บทความ : คนจริงใจ ใจใสบริสุทธิ์

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

ทำโลกให้เป็นดังสวรรค์







การสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จะทำโลกให้เป็นดังสวรรค์ได้อย่างไร ปรารถนาใคร่รู้ติดตามอ่านได้ตอนนี้เลย



ถ้าเราไม่สวด เราก็ไปพูดเรื่องอื่น เรื่องเยอะแยะ ปากไม่ว่าง ถ้าไม่สวด เราก็ไปคุยเรื่องสัพเพเหระ เรื่องที่ทำให้เราเครียด เรื่องที่ทำร้ายตัวเราเอง แล้วจะดีได้อย่างไร ต้องมาสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรดีกว่า เพราะเป็นถ้อยคำอันประเสริฐ บริสุทธิ์ สะอาด สูงส่ง ที่นำไปสู่สิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้น



สภาวะโลกร้อนก็จะถูกปรับให้ดีขึ้น ให้เป็นสวรรค์บนดิน Heaven On Earth จนโลกและสวรรค์ไม่แตกต่างกันเลย ต้องสวดให้เทวดาลงมาบนโลกมนุษย์เยอะ ๆ เพราะรู้สึกว่า...โลกมนุษย์มีความสุขกว่าสวรรค์




ตอนนี้...มนุษย์อยากจะไปอยู่บนสวรรค์ เราก็ทำโลกนี้ให้มีความสุขกว่าบนสวรรค์ ชาวสวรรค์จะได้ลงมา ซึ่งการสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เทวดาลงมาแล้วมีความสุข มาสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ แล้วมีความสุข จนทิพยสมบัติเกิด เพราะอยู่บนสวรรค์ก็คุยกัน แทนที่จะคุยกัน ก็ลงมาสวดกันทั้งหมด ต้องให้ได้อย่างนี้สิ ทำยุคนี้...ให้เป็นยุคแรกตั้งแต่สร้างโลกนี้มา เป็นโลกมนุษย์ที่มีความสุขกว่าสวรรค์ จนไปดึงดูดให้ชาวสวรรค์ลงมาสวด ให้เกิดกลิ่นศีลกลิ่นธรรม




ปกติแล้วมนุษย์จะมีกลิ่นเหม็นปฏิกูล แต่พอสวดแล้วกลิ่นจะหายไป เพราะถูกกลบด้วยกลิ่นศีลกลิ่นธรรม ด้วยการสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ผู้ที่ไปสวดตรงนั้นถูกกลั่นหมดทุกคนเลย ลองคิดดูสิว่า...กว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้สวดธรรมบทนี้ ท่านต้องใช้เวลายาวนาน แต่เราประหยัดเวลาไปเยอะที่ได้มาสาธยายธรรมบทนี้




กะของเราเป็นกะที่แตกต่าง คือ กะที่สวดแล้ว ชาวสวรรค์อยากลงมา ดีนะ...ลงมาเพราะกลิ่นศีลกลิ่นธรรม ที่เกิดจากการสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรไปถึงบนสวรรค์ ที่ชาวสวรรค์สัมผัสได้ด้วยใจและมีความสุขกว่าอยู่บนสวรรค์




เราต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวสวรรค์ลงมาด้วยกลิ่นศีลกลิ่นธรรม เพราะเทวดาบนสวรรค์ก็มีกิเลส กิเลสของชาวสวรรค์ก็มี ที่ไปเกิดเป็นชาวสวรรค์ ไม่ใช่ทุกท่านที่จะเห็นองค์พระกันหมด บางคนไปด้วยทานก็มี ไปด้วยศีลก็มี ไปด้วยบุญกิริยาวัตถุทานก็มี แต่ผู้ที่สวดที่พระมหาธรรมกายเจดีย์ บางท่านก็เห็นองค์พระ ถ้าใจใส...เห็นดวงก็มี เห็นองค์พระในองค์พระก็มี แล้วมาสวดสาธยายธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ผู้ที่สวดมีกลิ่นศีลกลิ่นธรรมออก มีธรรม คือ มีธรรมกายไปถึงชาวสวรรค์ ก็ดูดชาวสวรรค์ลงมา แปลว่ากลิ่นศีลกลิ่นธรรมที่ พระมหาธรรมกายเจดีย์มีแรงดึงดูดให้ชาวสวรรค์ลงมาที่พระมหาธรรมกายเจดีย์ เพราะฉะนั้น...ที่ตรงนี้สำคัญมาก



อีกทั้งผู้ที่ไปสาธยายธรรมก็เห็นองค์พระกันตั้งหลายคน และอีกหลายคนเห็นองค์พระในองค์พระ พอเห็นองค์พระ 1 องค์ กลิ่นศีลกลิ่นธรรมแรงไปถึงบนสวรรค์เลย แล้วก็ดูดชาวสวรรค์ลงมา พอเห็น องค์ ก็เอา 2 คูณ 3 องค์ 4 องค์ 5 องค์ เห็นหลาย ๆ องค์ เพราะกลิ่นศีลกลิ่นธรรมเทวดากี่ชั้นก็ลงมาหมด

เพราะฉะนั้น...ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ การที่ขยายตัวเลขสวดเพิ่มลงไป ก็ยังเป็นการขยายอาณาจักรแห่งธรรมให้กว้างไกล กระแสกลิ่นศีลกลิ่นธรรมก็กระจายและดูดชาวสวรรค์ลงมา



เราอยู่ในสายตาของท่านผู้รู้ทั้งหลาย ผู้มีรู้มีญาณมองมาตลอด ต้องปลื้มในทุกจบ ไมงั้นขาดทุน สวดแล้วต้องปลื้ม ตั้งแต่ “เอวัมเม...” ไล่เรื่อยไปเลย ปลื้มตั้งแต่ประโยคแรก ไม่ปลื้มก็ขาดทุน ยิ่งสวดยิ่งปลื้มไปเรื่อย ๆ สำคัญมาก สำคัญจริง ๆ แต่หลวงพ่อเพิ่งพูดว่า...สำคัญมากแค่กระจึ๋งเดียว ยังไม่ได้พูดถึงสำคัญมากที่สมบูรณ์ นี่เพิ่งแค่จั่วหัวเท่านั้น เป็นการพาดหัวข่าวว่าสำคัญมาก สำคัญมากอย่างไรต้องอยู่ในเนื้อใน ให้ไปสวดที่พระมหาธรรมกายเจดีย์ ทุกคนที่ไปสวดจะถูกกลั่นให้บริสุทธิ์ ให้ใสไปด้วยเลย






ปากเราก็มี เป้าเราก็มี เพราะฉะนั้น...สวดไปเรื่อย ๆ ด้วยจิตที่เกษม จิตที่เกษมเป็นจิตที่มีความสุข บริสุทธิ์ สูงส่ง เบิกบาน บุญบันเทิง ผู้ที่สวดด้วยจิตที่เกษมจะแตกต่างจากคนทั้งโลก เป็นจิตที่ใสบริสุทธิ์ มีความสุข กระแสธารแห่งบุญจะหล่อเลี้ยงตลอด

ดังพุทธศาสนสุภาษิต ความว่า

โมกฺโข  กลฺยาณิยา  สาธุ.

เปล่งวาจางาม  ยังประโยชน์ให้สำเร็จ.

ที่มา : ขุททกนิกาย ชาดก เอกนิบาต (ขุ. ชา. เอก. 27/28)





บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้ ทำให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย จนสามารถก้าวข้ามไปสู่หนทางแห่งพระนิพพาน ที่สำคัญ ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ บุญก็จะเกิดกับตัวเรา เพราะใจเราจะถูกกลั่นแก้ไปด้วยจากหนักก็จะเป็นเบา จากเบาก็จะหาย จิตใจที่ขุ่นมัวก็จะใสสว่าง 
ดังนั้นเราต้องสวดธัมมจักกัปปวัตตสูตรกันทุกวัน 




วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562  ตรงกับวันครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย วัดพระธรรมกาย จัดพิธี สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้ได้ 1,582,000,102 จบ เพื่อน้อมถวายบูชาธรรมพระผู้ปราบมาร ทำที่ท่านได้ที่เรา เรียนเชิญลูกพระธัมมฯทั่วโลกและเหล่ากัลยาณมิตรผู้มีบุญร่วมพิธีบุญใหญ่นี้โดยพร้อมเพรียงกัน ทำที่ท่านได้ที่เรา ขอกราบอนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ สาธุค่ะ



กราบขอบพระคุณที่มาของการทำให้บลอคสมบูรณ์ :


ประโยชน์ที่ได้รับ...จากการทำสมาธิ

    สมาธิก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง บางคนหากไม่ได้สังเกตก็อาจไม่ทันรู้ตัวว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นผลมาจากสติปั...